Sunday, December 6, 2009

ฮิตเล่อร์.....ตอนสี่ By WIWANDA

มาถึงยุคพั๊ตตะนาของพรรคแล้วคราวนี้ นั่นคือ พรรคนาซีเริ่มออกพูดที่โน่นที่นี่อาทิตย์ละหนึ่งครั้งอย่างน้อย โดยที่มีฮิตเล่อร์เป็นตัวชูโรง
ถ้าไม่ใช่ที่มิวนิค นั่นก็หมายความว่าเดินสายไปยังจังหวัดข้างเคียงยามที่ถูกเชิญจากพรรคอื่นๆที่เป็น Nationalist เหมือนกัน
(ไม่ได้พูดฟรีนะ ได้สตังค์ด้วย)
หากแต่ในแกนพรรค ตัวกลไกอย่าง Eckart และ Drexler ก็ต้องหาตัวแทนโดยเชิญใครต่อใครมาเป็นแรงดึงดูดแทน

นี่คือสิ่งที่ฮิตเล่อร์หนักใจนักหนา เพราะ นอกจาก Eckart แล้ว..คนอื่นๆในพรรคช่างไร้น้ำยาในการพูดโน้มน้าวจิตใจคนเอาเสียจริงๆ
และ อนาคตของพรรคที่จะต้องใหญ่โตไปในวันข้างหน้า มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องหาหรือเทรนนักพูดที่มุ่งมั่นในอุดมการณ์ เดียวกันขึ้นมาใหม่ และ
ในฐานะที่ประธานฝ่ายโปรปะกันดา เขาไม่รอช้าต่อความคิดนี้ทันที เพียงไม่กี่วันเขาก็ได้เทรนลูกน้องขึ้นมาใหม่สองสามคน
หนึ่งในนั้น คือ ชายอายุ 20 ปี Hermann Esser คนนี้อายุน้อยก็จริง หากแต่ ชั่วโมงบินเพียบ..
เคยเป็นทหาร และเป็นนักเขียนคอลัมน์ฝีปากกล้าอีกต่างหาก
ไม่ ว่าจะฝึกขึ้นมาอย่างไร..Esser ก็เป็นได้เพียงนักพูดระดับล่างเท่านั้น เพราะ ภาษาที่ใช้นั้นมัน"ลูกทุ่ง"เสียจน บางครั้งเล่นเอาฮิตเล่อร์แทบจะเอาปี๊บคลุมหัว
แต่..Esser ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จนพอที่จะเข้าข่ายเป็น"คนวงใน"ได้อย่างสบายๆ

ช่วงใกล้ปลายปีของ 1920 พรรคเริ่มหายใจคล่อง เพราะเงินอุดหนุนจากสมาชิกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
และการพูดของเขาแต่ละครั้งนั้น คนฟังมีจำนวนนับพัน..ผู้กอง Rohm, Hess, Eckart ต่างก็รู้ว่า ฝ่ายรัฐบาลก็คอยจับตา
อย่างใกล้ชิด เพราะ..ในการโจมตียิวหรือคอมมิวนิสต์ อันเป็นหัวใจในการปราศรัยของฮิตเล่อร์แต่ละครั้งนั้น..มัก
จบลงด้วยการดูมวยฟรีเสมอๆ

พวกคอมมิวนิสต์มักจัดตั้งกองก่อกวน บางครั้งยกพวกลุยกันกลางวงอันเป็นเรื่องธรรมดา
ใน ระยะนี้..พรรคพวกที่ปลดประจำการจาก Free Corps ได้เข้ามารวมกันตั้งเป็นกององครักษ์ประจำตัวฮิตเล่อร์ถึงร้อยห้าสิบคน (แบบว่า เรียกเมื่อไหร่ก็มา นอกนั้นก็ต่างคนต่างทำมาหากินไปตามเรื่อง)
รวมทั้งเพื่อนอย่าง..Maurice, Graf, Weber นั้นถือว่าเป็นองครักษ์รุ่นแรก
ทุกคนถือคติมั่นว่า..
ใครแหลมมา..แหลกกกก !!!
ผู้กอง Rohm ก็เลยเห็นว่าน่าจะจัดตั้งให้เป็นเรื่องเป็นราว กล่าวคือ พวกองครักษ์พวกนี้จะต้องมีปลอกแขนติดเครื่องหมายสวัสดิกะ(ซวาสติกา ของคุณสื่อศิลป)
และ ตั้งชื่อครั้งแรกว่า Ordnentruppe (Order Troop) หมายถึงมาตามสั่ง..

แต่ฮิตเล่อร์มาเปลี่ยนในปีต่อมา โดยให้ชื่อว่า Sturm-Abteilung {Strom-trooper} หรือที่เป็นที่รู้จักว่า SA นั่นแหละ

แต่อีทีนี้ เหล่าองครักษ์ SA พวกนี้ไม่ได้เข้ามาปราบปรามห้ามทัพอย่างเดียวเสียที่ไหนกันเล่า..แต่ทำตัว เป็นอันธพาลตบตีพวกยิวอีกต่างหาก ประชาชนเห็นแล้วต่างก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่
มิหนำซ้ำ ไม่ว่าเขามีการอภิปรายที่ไหน มักจะติดป้ายตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ว่า "ยิว..ห้ามเข้า"

ครั้งหนึ่ง..ขณะที่เขากำลังพูด(ด่ายิว)อย่างเมามันส์นั้น..มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า แล้วพวกนิโกรล่ะ..ว่างัย?
ฮิตเล่อร์ตอบทันทีว่า..มีนิโกรสักร้อยคนในที่นี้ ดีกว่าจะเห็นยิวเพียงคนเดียว
(ก็เพราะคำพูดประโยคนี้แหละ..ที่แพร่หลายไป..พี่มืดทั้งหลายในปัจจุบันต่าง ก็นิยมชมชื่นฮิตเล่อร์ซะไม่เมียะ บางคนห้อยคอด้วยเครื่องหมายสวัสดิกะ..ถือว่า ฮิตเล่อร์ก็เปรียบเสมือน..Brother !!)

แต่..อนาคตของพรรคก็ยังไปไหน ไม่ได้ไกล เพราะเส้นสายยังไม่ใหญ่พอ ในเยอรมันยุคนั้นหรือประเทศไหนยุคไหนก็ตาม การที่จะก้าวขึ้นมาใหญ่โตทางการเมืองนั้น..ต้องมีสถาบันการเงิน,องค์กร หรืออย่างน้อยๆก็ต้องมีเจ้า
พ่อ(มือถือ)หนุนหลังอยู่
ไอ้ที่จะไต่เต้าขึ้นมาด้วยตัวเองกับแรงส่งของชาวบ้านชาวเมืองอย่างเดียว.เห็นทีจะไม่มี
ทาง..ฮิตเล่อร์เองก็เข้าใจในข้อนี้ดี
แต่แล้ว..โชคก็เข้าข้างเขาอีกตามเคย..

เพราะในเดือนหนึ่งต่อมา พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตภายใต้การนำของ Lenin และ Trotsky ได้ส่ง Grigor Zinoviev
เข้ามานัดเจอะเจอกับพรรคการเมือง
กลุ่มสังคมนิยมที่มีอยู่หลายพรรคกระจัดกระจายไปทั่วเยอรมัน ที่ชานกรุงเบอร์ลิน
โดยการแถลงนโยบายคว่ำเยอรมัน(รัฐบาลไวมาร์)ด้วยวิธีก่อการสไตร์คไปทั่วเมืองอย่างพร้อมๆกัน เพราะ นี่คือ
วิธีที่กลุ่มคอมมิวนิสต์นิยมนักหนา
จะสไตร์คสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ทำการจลาจลวุ่นวายไว้ก่อน
ถือว่ามีชัยไปแล้วเกินครึ่ง
และพอเกิดความยุ่งเหยิงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือการแทรกแซงของพรรคก็จะกระทำได้ง่ายโดยแทบไม่ต้องออกแรง

หลังจากที่นโยบายได้วางออกไป..
60 % ของกลุ่มที่เข้าประชุมเห็นด้วย..
และขอเข้าร่วมด้วยกับฝ่ายโซเวียต
ไอ้ 60% ที่ว่านี่..หมายถึงสมาชิกพรรคนับรวมกันได้เกือบห้าแสนคนเชียว
แล้ว ห้าแสนคน นี่ เกิดสไตร์คขึ้นมาจริงๆละก้อ..นรกมีจริงแน่นอน !!

ข่าวนี้รั่วถึงหู นายพล Ludendorff วีรบุรุษสงครามผู้ยิ่งยง ที่มีชื่อเสียงว่ารักชาติเหนือสิ่งอื่นใดนั้น..นั่งไม่ติดที่
คิดหาทางออกด้วยการที่ต้องหาพรรคชาตินิยมที่เข้มแข็งขึ้นมาสักพรรคหนึ่ง และต้องเป็นพรรคที่สามารถโน้มน้าว
จิตใจประชาชนให้เอนเอียงได้ให้เร็วที่สุด
หันไปหันมา ก็เลยมาเห็นคุณค่าของพรรคเล็กๆอย่างพรรคนาซี ที่มีนักพูดฝีปากดี อย่าง ฮิตเล่อร์
และอย่างน้อยๆเป็นที่รู้กันว่า..ฮิตเล่อร์ แกนนำของพรรคคนนี้ ก็เกลียดคอมมิวนิสต์อย่างเข้ากระดูกดำเหมือนกัน

รัฐบาล ไวมาร์ ก็ทำเรื่องห่วยๆเหมือนเดิม นั่นคือ ปลดประจำการพวก Free Corps อีกแล้ว หลังจากที่ใช้พวกเขาไปกู้เมือง Ruhr กลับคืนมาสำเร็จ
เหล่าทหารกว่า 300,000 นายเหล่านั้นกระจัดกระจายกันไปทำมาหากินแบบตัวใครตัวมัน
ส่วนใหญ่มักรวมตัวกันอยู่ในแคว้นบาวาเรีย
เพราะรัฐบาลของบาวาเรียนั้น..ถือว่าพวกเขาคือ ทหารกู้ชาติ และให้เกียรติอย่างเต็มที่
และพวกนี้ยอมตาย สู้อย่างถวายหัว ถ้าบ้านเมืองจะต้องตกไปในมือของกลุ่มโซเวียต

การพบปะของ นายพล Ludendorff กับฮิตเล่อร์ได้เกิดขึ้นภายในสองสามวันหลังจากที่ข่าวรั่ว..
ฮิตเล่อร์ไปพบท่านนายพลในชุดสูทสีน้ำเงิน(ตัวเก่งที่มีอยู่ตัวเดียว)
และที่นัดพบนั้นอยู่ห่างจากมิวนิคไปถึงสี่สิบกว่าไมล์..
ที่นั่น..ท่านนายพลได้แนะนำให้เขารู้จักกับ Gregor Strasser ชายอายุเพียง 28 ปี
อดีตคือ เภสัชกร และ ทหาร
เขาคนนี้ เคยสู้รบอย่างสามารถ ในสงครามที่ผ่านมาจนได้รับเหรียญกางเขนชั้นหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับฮิตเล่อร์
แถม..ยังมีพรรคพวกเสรีเยอรมันและอาวุธในมือทั้งปืนใหญ่ ปืนครก มากมาย

นาย พล Ludendorff ได้บอกถึงวัตถุประสงค์ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ที่ทั้งฮิตเล่อร์และ Gregor ต่าง เข้าใจเป็นอย่างดี เพราะต่างก็เป็นทหารผ่านศึกมาอย่างโชกโชนเช่นกัน..เพียงแต่.. Gregorไม่ค่อย
ประทับใจในตัวฮิตเล่อร์เท่าไหร่นัก เพราะท่าทีที่พินอบพิเทานายพลซะจนเกินเลยไปนั้น ทำให้น่าหมั่นไส้
{น้องชายของ Gregor ชื่อว่า Otto ก็มีความเห็นเดียวกัน)
ฮิตเล่อร์ใช้สรรพนามเรียก ท่านนายพลว่า "your excellency" ซะแทบทุกคำ
แต่..ในที่สุด Gregor ก็ยอมเข้ามาร่วมด้วยในพรรคนาซี..เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ที่อุตส่าห์ขอมา

ในระยะหลังๆมานี่ ผู้คนเริ่มเข้ามาฟังการปราศรัยมากขึ้น และ ฮิตเล่อร์เองก็ต้องเตรียมหาข้อมูลอย่างสุดๆ ในช่วงปี 1920-1921 นั้น
เขาได้ขอหยิบขอยืมหนังสือภาควิชาการที่เขียนโดยนักเขียนชื่อดังมาอ่านแบบเอาเป็นเอาตายนับร้อยๆเล่ม
เช่น Luther and the Jews,Schopenhauer and the Jews, Bolshevism and Jewry และเล่มสำคัญนั่นก็คือ
The International Jew {ของ Henry Ford} ซึ่งหนังสือเหล่านี้เขาได้เนื้อหาเอามาเป็นประโยชน์ในกาลต่อมา

นั่นคือ..หนังสือพิมพ์ขวาจัด ที่ชื่อว่า Volkischer Beobachter
{=German-People's Observer} ที่มีที่ตั้งทำการในถนน Thiersch อันเป็นละแวกถนนเดียวกับอพาร์ตเม้นท์ของฮิตเล่อร์พอดี..เกิดภาวะประสบปัญหา ขาดทุนอย่างหนัก ถึงกับต้องขายทอดกิจการ

ฮิตเล่อร์ดีใจจนเนื้อเต้น..อยากได้มาไว้ในครอบครองสุดกำลัง เขาเข้าพบ Eckart ทันที..ขอร้องให้ช่วยระดมทุน
ซื้อกิจการนี้มาเป็นของพรรคโดยด่วน
หนังสือพิมพ์นี้ โดยปรกติแล้วออกวางขายอาทิตย์ละ สองฉบับครั้งละประมาณหมื่นกว่าเล่ม..เนื้อหาประจำคือ
ต่อต้านคอมมิวนิสต์,รังเกียจยิว
หนี้ของบริษัทตกราวๆสองแสนกว่ามาร์ค ซึ่งธนาคารกำลังจะเอามาขายทอดตลาดในราคาเพียง แสนสอง..
นับว่าถูกเหมือนได้เปล่า

ข่าวว่า..เส้นของผู้กอง Rohm บีบขอยืมเอามาจากกองทัพได้ถึง 60,000 มาร์ค
(เงินนี้ไม่ได้ใช้คืน)
ที่เหลือคือ จากเส้นสายวงในนักธุรกิจ และ..จากพลังของ นายพล Ludendorff ที่รวบรวมมาได้ครบภายในอาทิตย์เดียว



ป.ล. ตอนนี้เข้าใจหรือยังคะ ว่า นักการเมืองที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีสื่อในมือ
และวิธีการนี้แม้ว่าจะโบราณขนาดไหน แต่ใน
ปัจจุบันก็ยังคงความศักดิ์สิทธิเสมอ..วิวันดา

ซึ่งฮิตเล่อร์ได้เข้ามาบริหารในกิจการนี้อย่างเต็มตัว ในฐานะประธานฝ่ายโปรปะกันดาของพรรค เขาโละพนักงานเก่าๆออกไปจนเกือบหมด
และ..ลงมือเขียนบทความเอง..โดยมี Hermann Esser มาช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอีกคนหนึ่ง
(นี่คืองานถนัดของ Esser เขาละ..เพราะ เรื่องบทความกำจัดยิวนี่ เขาเขียนจนโด่งดัง ในชื่อว่า..The Jewish World Plague ในปี 1939)

หนักๆเข้าถึงกับเป็นการตอบโต้กับหนังสือฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามันส์ ชนิดห้ามกระพริบตา
จน..ถึงขนาดฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้สมาชิกบอยคอตการซื้อหนังสือพิมพ์เสียงเยอรมัน(ตั้งชื่อให้ง่ะ)อย่างเด็ดขาด

เท่านั้นไม่พอ..เดี๋ยวจะไม่หายแค้น..คนขายหนังสือพิมพ์ของพรรคนาซีที่เดินขายตามท้องถนนนี่ยังโดนถูกตื้บกันระนาว

ตอนนั้น..เสียงต่อต้านในงานเขียนของฮิตเล่อร์เริ่มหนาหู แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเดินหน้าต่อไป
เขาว่า..คนที่ถูกด่าก็ต้องเป็นเดือดเป็นแค้นตามธรรมดา..เพราะถ้าไม่ด่าฝ่ายตรงข้ามแล้วจะไปด่าใครที่ไหนกัน?
หนังสือพิมพ์ถึงแม้ว่าจะอยู่ในการบริหารใหม่แต่ก็ยังขาดทุนยับเยินอยู่นั่นเอง..
โชคดีที่ได้มือโปรอย่าง Max Amann อดีตเพื่อนร่วมตายจากแนวหน้าที่เคยทำงานในธนาคารมาก่อน มาช่วยกู้สถานะการณ์

นั่นก็คือ จัดให้เป็นไปในรูปแบบพ่วง บวกเพิ่มไปกับอัตราค่าเป็นของสมาชิกของพรรค รวมไปถึงการโน้มน้าวให้
สมาชิกไปจัดหาเพื่อนฝูงมารับช่วงต่อไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งทำให้ฐานะของบริษัทกระเตื้องขึ้นมาอย่างทันตาเห็น

ฮิต เล่อร์ผู้ซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องของการบริหารเงิน บริหารธุรกิจมาก่อน แต่จากบทเรียนตรงนี้ เขาใส่ใจในเรื่องของ Business Methods มากขึ้นถึงขนาด ลงทุนไปเรียนหลักสูตรเพิ่มเติม เขาบันทึกไว้ว่า
"ถ้าไม่ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองแล้ว ป่านนี้ก็ยังคงโง่ดักดาน ประสบการณ์คือโรงเรียนที่ดีที่สุด"
(ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างมหาศาลในกาลหลายๆปีต่อมา ที่เขาสามารถกู้สภาพตกต่ำของเศรษฐกิจประเทศให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว)

ส่วนด้านสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามทั้งหลาย หลังจากที่จัดการแบ่งเค้กให้คนโน้นคนนี้
ต่างก็รู้ตัวดีว่าต้องเกิดเรื่องยุ่งขึ้นแน่แท้
เพราะเล่นเฉือนประเทศเขาไปหยั่งงั้น..เลยรวมหัวกันจัดตั้ง สมาพันธ์ ที่เรียกว่า
League of Nations โดยเรียก
ร้องให้ประเทศต่างๆมาเข้าร่วม
เพื่อทำตัวเป็นตำรวจโลก..
โดยใช้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศศูนย์กลาง นโยบายคือ ไม่สนับสนุนการทะเลาะ
เบาะแว้งระหว่างชาติอันเป็นเหตุให้เกิดสงคราม(ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว)

ใครขัดใจอะไรกะใคร ก็ต้องให้ LON เข้ามาไกล่เกลี่ย ตกลงกันได้ก็ตกลงกันไป จะให้ชดใช้กันอย่างไรก็ว่ามา
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของคณะกรรการอันเป็นกลางที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง..
แต่..ถ้าพูดกันแล้ว ยังดื้อดึง ไม่รู้ฟังอยู่ละก้อ..อาจเจอบทลงโทษขั้นเบาคือ ..
บอยคอตสินค้าทั้งขาเข้าขาออกมั่ง
งดเว้นการช่วยเหลือทางด้านเวชภัณฑ์มั่ง.
ปิดอ่าวมั่ง...
จนถึงการใช้กำลังจากกองทัพสหชาติเข้าบุกล้มรัฐบาล

นโยบายนี้ทั้งๆประธานาธิบดี วิลสันเป็นตัวตั้งตัวตีในการวางรากฐาน หากแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนผ่านสภาคองเกรสในอเมริกา
เลยเป็นอันว่า อเมริกาไม่ได้เข้าร่วมด้วย..

ประเทศต้องห้าม..ในการเป็นสมาชิก นั่นก็คือ เยอรมัน ตัวการของสงคราม และ
รัสเซีย ที่เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์โดยการล้มราชวงค์โรมานอฟแบบสังหารหมู่มาแบบหมาดๆ

ถึงแม้จะไม่มีพี่เอื้อยแบบอเมริกาแต่ ฝรั่งเศส อิตาลี และประเทศอื่นๆที่เป็นสมาชิก ก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีทั้ง
สำเร็จและไม่สำเร็จในกรณีพิพาทต่างๆ
แต่อย่างน้อยก็ได้หยุดการลุกลามไปได้

แต่สำหรับเยอรมันแล้ว อยู่ในสภาพย่ำแย่..เพราะค่าปฏิกรรมสงครามเริ่มส่งผลกระทบ ให้อดอยากกันไปทั่วประเทศ
เพราะรายได้จากการส่งออกนั้นต้องจ่ายออกไปถึง 12% (ด้วยระยะยาวถึง 42 ปี) ไม่นับถึงส่วนอื่นๆ
ในปี 1921..รัฐบาลเริ่มซวนเซ สภาพเศรษฐกิจเข้าข่ายใกล้ล้มละลายเต็มที

ฮิต เล่อร์ยิ่งอึดอัดต่อสภาพภายในพรรค เพราะเท่าที่เขาเห็นๆอยู่นั้น มันมีแต่การพูดกันไปแล้วก็พูดกันมา จนดูเหมือนกับเป็นพวกไอ้ขี้ขลาด..สมควรต่อการอะไรลงไปให้เด็ดขาดซะที

เพราะประชาชนเริ่มระส่ำระสาย ความหิวของคนเราอาจทำให้ความรักชาติลดน้อยถอยลงไป
นั่นคือโอกาสทองของพรรคคอมมิวนิสต์คู่กัด
ที่กำลังจะใช้จุดนี้เป้นการโจมตี..
ตัวนาย Drexler ประธานพรรคนาซี
ก็ได้แต่หวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบอยู่นั่นแล้ว..
เช้าชามเย็นชาม คอยประสานกับคนโน้น
ที เป็นกาวใจให้คนนี้ที

ส่วนตัวเขาเอง..ไม่ได้มีฐานกำลังมากมายเหลือเฟืออย่างกับ Gregor Strasser หรืออย่างกับพรรคที่มีฐานแน่นปึ้กพรรคอื่นๆ
ถ้าใครคิดจะปฏิวัติอะไรขึ้นมา พรรคนาซีเล็กๆอย่างเขาก็เป็นอย่างมากก็แค่ตัวแจม
และในฐานะอย่างเขา..ในพรรคก็เป็นแค่กลไกตัวหนึ่งเท่านั้น..
ความสามารถที่มี ก็ไม่มีใครมองเห็นคุณค่านอกจากเวลาจะเรียกใช้...
ไม่ได้เป็นที่เกรงขามของใครหน้าไหนทั้งสิ้น ยิ่งคิดเขายิ่งอึดอัดต่อสภาพของตัวเอง

แต่แล้วคำว่าการทำวิกฤติให้เป็นโอกาส นั้นศักดิสิทธิ์เสมอ..เขาใช้ความยากจน ความหิวของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการรวมตัวต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่..
แต่เนื่องจาก กลุ่มพรรคอื่นๆนั้นกำลังรวมตัวทำอย่างเดียวกัน โดยการจัดชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ที่หอประชุม Kindl Keller
แต่วันที่จัดนั้นยังไม่แน่นอน

ฮิตเล่อร์..ไม่รอช้า..ไปเช่าศูนย์ประชุม
ออดิโทเรียม Zirkus Kroneใจกลางเมือง
มิวนิคที่สามารถจุคนได้ถึง 9000 คน
จัด นัดชุมนุมก่อนทันทีในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และ เขาก็ปิดโปสเตอร์ประกาศไปทั่วเมืองถึงการชุมนุมในวันที่ 3 คือวันต่อไป เวลาสามทุ่มตรง
ซึ่งเป็นการทำลายประวัติศาสตร์ของการนัดชุมนุมที่เคยมีมาก่อนในการที่จะจัด
แผนการให้เสร็จภายในสองวันเช่นนี้
เหล่าสมาชิกในพรรค..ต่างช๊อค นั่งตะลึงอ้าปากค้างกันไปตามๆกัน
เพราะ..อัตราเสี่ยงนั้นสูงมาก เพราะการพูดครั้งผ่านๆมาในโรงเบียร์ก็ได้แค่พันกว่าคน..หรือ ถ้าในกลางแจ้งได้
สามพันคนนี่ก็ว่าเก่งสุดๆแล้ว
แต่..เก้าพันคนเนี่ยนะ..เมิงจะบ้าไปป่าว?? (เชื่อว่าเขาต้องด่ากันอย่างนั้นละนะ)

และถ้าหากโหรงเหรงละก้อ..พรรคเสียหน้าเสียชื่อ พาลเสียความเชื่อถือเอาซะด้วย
อีกทั้ง..SA ที่จะเข้ามาดูแลความเรียบร้อยก็มีแค่ 250 ในมือ จะเรียกเพิ่มเติมได้ก็คงแค่ 400 อย่างมาก ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงสำหรับสถานที่ใหญ่โตเช่นนั้น
ถ้าหากเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย อย่างที่เคยๆเป็น
จะควบคุมได้อย่างไร

แต่ฮิตเล่อร์หาได้ฟังเสียงนกเสียงกาไม่..
เดินหน้าต่อไป..แถมเก็บค่าฟังคนละ
1 มาร์คต่างหากอีก
(ช่างท้าทายโชคชาตาเสียเหลือเกิน..พ่อเจ้าประคุณ)

ในเช้าตรู่ของวันที่ 3 นั้น ทัศนวิสัยโดยทั่วๆไปไม่ค่อยดี ฝนฟ้าทำท่าจะตกลงมา ฮิตเล่อร์เริ่มประหวั่นใจว่าผู้คนจะไม่ยอมออกมาจากบ้าน
เขาจึงใช้วิธีเก่าๆของพวกมาร์คซิสต์ที่เคยถนัดทำไว้ นั่นก็คือ การโปรยใบปลิวไปทั่วๆเมือง กว่าสองหมื่นใบ
โดยเช่ารถบรรทุกสองคัน
ตกแต่งรถด้วยธงสวัสดิกะของพรรคและมีลูกสมุนนับสิบๆคนที่ช่วยกันโปรย...
ขับไปทั่วๆเมือง พร้อมโทรโข่ง
เล่นเอาพรรคการเมืองอื่นๆค้อนจนตาคว่ำ

ซึ่งฮิตเล่อร์เชื่อว่า..เพราะสถานที่ที่จัดนั้นอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟของเมืองมิวนิค อันเป็นเขตชุมชน ผู้คนสามารถไปมาได้สะดวก
ฉะนั้น..กระตุ้นด้วยแรงโฆษณาจูงใจซะหน่อย น่าจะส่งผลได้ดี
และวันนั้นทั้งวันเขานั่งอยู่ที่ทำการของพรรคอย่างไม่ติดที่..จนกระทั่งเย็น..เขาได้โทรศัพท์ติดต่อกับทีมงานแทบทุกสิบนาที
ถามถึงข่าวคราวหลักๆว่า ผู้คนเริ่มมากันหรือยัง?
(คงเหมือนกับคืนหมาหอนของเราละนะ)

จนกระทั่ง 19.45 เขาจึงเดินทางออกจากพรรคไปยัง Zirkus
เขาเขียนไว้ว่า...
"สองนาทีก่อนสองทุ่ม..ฉันเดินทางถึงลานประชุม และได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ ความปิติที่เคยเกิดขึ้นเหมือนกับพบกับคนจำนวนเกือบพันครั้งที่พูดที่โรง เบียร์ แต่ที่นี่..
ไม่ว่าฉันจะมองไปทางไหน..ก็พบกับคนนับพันพันที่อยู่กันแน่นไปหมดจนไม่มีที่จะยืน
บัตรกว่า หกพันใบนั้นขายหมดเกลี้ยง !!"
(หมายเหตุ..เพราะพรรคได้ให้บัตรฟรีต่อนักเรียนและครอบครัวของผู้ร่วมทีมทำงานด้วย ผู้คนอาจถึงแปดพันคน)

หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการปราศรัยครั้งใหญ่แล้ว..ฮิตเล่อร์ก็มีชื่อเสียงติดอันดับ เป็นที่รักและชื่นชมของผู้คนทั่วไป ในทำนองว่า
โถ..เขารักชาติ ทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง จะหาใครที่ไหนได้อย่างนี้ (อะไรทำนองนั้น) วาทะของเขาจับใจคนไปทั่ว
แม้แต่ในกลุ่มข้าราชการของรัฐเช่นตำรวจ
หลายต่อหลายหน่วยได้มาร่วมให้ความคุ้มครองอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เพราะหลังจากนั้น ฮิตเล่อร์ได้
เปิดการปราศรัยครั้งใหญ่ๆที่มีคนเข้ามาฟังกว่าแปดพันคนอีกหลายครั้ง(จ่ายค่าผ่านประตูคนละหนึ่งมาร์ค)
ชื่อฮิตเล่อร์เริ่มเป็นที่คุ้นหู..แม้แต่พวกชนชั้นกลางขึ้นไป

รัฐบาลไวมาร์เริ่มติดตามผลงานของเขาอย่างใกล้ชิด
ผู้นำของแคว้นบาวาเรีย von Kahr ได้สนใจอยากได้ฮิตเล่อร์เข้าไปเป็นพวก จึงติดต่อมาทาง Rudolf Hess ว่า
อยากพบเพื่อเจรจาในการทำงานร่วมกัน
วันนัดคือวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากวันเกิดครบรอบ 32 ปี ของฮิตเล่อร์ไม่กี่วัน ทั้งคณะคือ ฮิตเล่อร์, เฮสส์ ,เอกการ์ท, เดรคซ์เล่อร์,ได้เข้าพบกับ von Kahr
ซึ่ง..ในการพบครั้งนั้น von Kahr ไม่ได้ประทับใจในตัวนักพูดลูกทุ่งออสเตรียอย่างฮิตเล่อร์สักเท่าใดนัก แต่..เนื่องจากการต้องการใช้ความสามารถทางด้านการจูงใจของฮิตเล่อร์
การรับรองในวันนั้นจึงสมเกียรติพอประมาณ

และจากการยกระดับครั้งยิ่งใหญ่นี้ ฮิตเล่อร์ก็ยังเจอกับการดูแคลนจากกลุ่มไฮโซนักการเมืองผู้ดีเก่าไม่วาย จาก
การที่ที่อยู่ของเขานั้นไม่ได้จัดว่าอยู่ในเขต ย่านที่ดินราคาแพง..เครื่องแต่งกายรูปลักษณ์,นามสกุล,และ สำเนียง
ซึ่งบางครั้งเขาถึงกับต้องด่าออกมาอย่างไม่เกรงใจใครว่า..
”ไม่มีไอ้หน้าไหนสักคนหรอกในเยอรมันเนี่ย..ที่โคตรหง้าไม่ได้มาจากท้องนา..!!”
ซึ่ง ตัวนาย Hess เองก็ยังอุตส่าห์ส่งจดหมายไปอธิบายปูมหลังของฮิตเล่อร์ให้กับ von Kahr เพื่อเป็นการยืนยัน
ด้วยข้อความว่า
“การที่ท่านฮิตเล่อร์ได้ก้าวขึ้นมาในยืนในแถวหน้าได้ในครั้งนี้ เพราะความรักชาติอย่างแท้จริง ซึ่งจากที่รู้จักและ
ทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด ให้กระผมเห็นว่า เขาเป็นคนดี มุ่งมั่นในการทำงาน อีกทั้งเป็น
คริสตชนที่เคร่งครัด
สิ่งเดียวที่ท่านฮิตเล่อร์ มีอยู่ในความคิดนั่นก็คือ การปาวารณาตัวเพื่อชาติ อย่างแท้จริง..จนมิได้สนใจในการ
“ปรุงแต่ง“ ตนเอง เพื่อเป็นการสร้างภาพใดๆ

และ Hess ได้แนบประวัติการสู้รบในภาคสนามยามสงครามมาเสริมให้แน่นขึ้นไปอีก โดยกำกับว่า..
ใต้เท้า..จะหาใครเหมาะสมไปกว่านี้ไม่มีแล้ว !!
(หมายเหตุ เยอรมันได้แยกการปกครองเป็นสองสภาในรัฐบาลไวมาร์ คือ ส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค ส่วนภูมิ
ภาค นั่นก็คือ แคว้นสามแคว้น Prussia, Saxony, Bavaria, ต่างปกครองตัวเอง มีรัฐบาลเป็นของตัวเอง แต่ขึ้น
ตรงกับรัฐบาลไวมาร์)

แต่ในครั้งนั้น von Kahr ผู้นำของบาวาเรีย ไม่ลงรอยกับประธานาธิบดี Ebert อย่างแรง
ในการที่ Hess ได้บอกเกินเลยไปถึงเรื่อง การเป็นคริสต์ชนที่ดีของฮิตเล่อร์นั้น มันออกจะตีไข่ใส่สีไปหน่อย
เพราะแท้จริงแล้ว ฮิตเล่อร์ไม่นับถือพระเยซูเจ้าเนื่องจากพระองค์เป็นยิว แถม ถากถางพระสังฆราชอยู่เป็นประจำ )

ฮิตเล่อร์เองก็ไม่สะดวกใจกับการที่ต้องไปในงานรับเชิญของวงสังคมที่ยกระดับเหล่านั้น
ซึ่งเขามักได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน
เพราะนับตั้งแต่เป็นคนดังมานี่..ใครๆก็อยากให้ไปร่วมงานเพื่อเป็นไม้ประดับกันทั้งนั้น เขาเองก็ประจักษ์แก่ใจ
เช่น กัน ว่า ในสังคมนี้ มักมีแต่การใส่หน้ากาก ปากหวาน ก้นเปรี้ยว แต่เขาก็ต้องจำใจไป เพราะ ในแวดวงของการเมือง ไม่มีใครที่สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดโดยไม่ผ่านด่านตรงนี้..

เขาบันทึกไว้ว่า..
“พวกวงไฮโซ ที่พบเห็น..เป็นพวกบ้าความงาม บ้าวัตถุ ในขณะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะลำบาก ใกล้ล้ม
ละลายเต็มทีนี่..นับว่าเหลวไหลสิ้นคิดเต็มทน “
(ไม่รู้สมัยนั้น..พวกไฮโซของฮิตเล่อร์ต่างลุกขึ้นมาแก้ผ้าถ่ายรูปกันรึป่าว?)
แถมสถานะการณ์บ้านเมืองตอนนั้นร้อนฉ่า..มีเหตุให้ฮิตเล่อร์ต้องเปิดการ ปราศรัยด่าได้รายวัน เช่น ส่วน Upper Silesia ที่ถูกเฉือนออกไปนั้น..
ประชาชนได้โหวตกันถล่มทลายขอกลับเข้าไปอยู่กับเยอรมัน
(เพราะสัมพันธมิตรถูกด่าจัดๆเข้าเลยให้โอกาสว่า แล้วแต่ประชาชนจะโหวตเข้ามา แต่พอโหวตแล้วก็ไม่ได้จัดการให้แต่อย่างใด)

ฮิตเล่อร์ก็เลย..ด่าซะยกใหญ่ คนเข้าฟังกันหลายพันต่างล้วนแล้วแต่สงสารและเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชาติ และ
คะแนนนิยมของผู้พูดก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
นี่คือที่มาของปัญหาภายในพรรค..!!

บรรยากาศภายในพรรคนั้น..เริ่มตึงเครียด เพราะ สาเหตุจากการที่ฮิตเล่อร์ใช้ชื่อพรรคต่อการกระทำที่ผิดไปจากนโยบายดั้งเดิม
นั่นคือรักษาความเป็นชาตินิยม
หากแต่แกนนำของพรรคระดับบิ๊กๆรวมทั้ง Drexler ได้ประจักษ์แล้วว่า มันกำลังเบี่ยง
เบนไปในเชิง Fascist (เผด็จการ)เข้าไปทุกที..และมันอาจเป็นอันตรายต่อชื่อเสียงของพรรค เพราะ ทุกๆคนนั้นล้วนแต่อยาก
ใช้พรรคเป็นฐานบันไดก้าวขึ้นไปนั่งบนสภากันทั้งนั้น
ขืนปล่อยฮิตเล่อร์พูดจาไม่บันยะบันยังต่อไป เห็นทีอนาคตทางการเมืองจะตีบตัน

ว่าแล้ว..ทั้งหมดก็นัดประชุมกันเพื่อ ริดรอนบั่นทอนสถานะภาพของฮิตเล่อร์กันในวันหนึ่งของฤดูร้อน 1921
แต่มาไล่เรียงกันไปแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ
ฮิตเล่อร์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการหาเงินเข้าพรรค
ฮิตเล่อร์เป็นคนที่หาสมาชิกนับร้อยนับพันเข้าพรรค
ฮิตเล่อร์เป็นคนสร้างชื่อเสียงให้พรรค
ฮิตเล่อร์เป็นคนประสานงานระหว่างสาขาของพรรค
และถ้าเกิดฮิตเล่อร์ไม่พอใจขึ้นมา..เขาอาจตบเท้าออกไปพร้อมพรรคพวกไปจัดตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาแข่งได้ทุก
เมื่อ..เพราะ เขาสามารถทำได้
ฉะนั้น..ทางที่ดีที่สุด คือ เสนอตำแหน่งประธานบอร์ดอันดับที่หนึ่งมาให้ซะเลย..แบบว่า เอาไปนั่งโต๊ะทำงานโก้ๆ
โดยมี Drexler เป็นผู้ช่วย
ฮิตเล่อร์ก็รู้เท่าทันเกมส์ ว่า จิมาหลอกน่อ..เลยปฏิเสธไปอย่างทันควัน
เพราะไอ้ตำแหน่งประธานบ้าๆนี่..ไม่ว่าจะทำอะไรต้องถือเสียงข้างมากเป็นเอกฉันท์ แล้ว หกต่อหนึ่งเนี่ยนะ..เมินซะเหอะ !!
แต่พรรคก็ยังหาได้สิ้นความพยายามไม่..

ทางที่ดีที่สุด คือ การรวมเข้ากับพรรคอื่นๆ..
เพราะจากที่ นายพล Ludendorff เข้ามามีส่วนกับกิจกรรมของพรรค(เพราะฮิตเล่อร์)
การประสานงานก็เริ่มขึ้นสู่ในระดับชาติยิ่งขึ้นกล่าวคือ
ได้มีการพบปะหารือกับพรรคชาตินิยมพรรคอื่นๆ มีการสลับผลัดเปลี่ยนตัว หรือกระทั่งการยุบพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อรวมตัวกับพรรคใหญ่ๆซึ่งมีเกิดขึ้น ได้ประจำวัน
(เอ..นี่พูดถึงการเมืองเยอรมันนะ อย่าเข้าใจผิด)
อย่างสองพี่น้องตระกูล Strasser ทั้ง Gregor และ Otto ต่างก็เข้ามาอยู่ในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า National Socialist
แต่ในกลุ่มต่างๆเหล่านี้..ล้วนแล้วแต่นับถือกันด้วยการศึกษาและชาติตระกูลมาแต่เก่าก่อน
ฉะนั้น จึงมีการติดต่อโยงใยหากัน
ติดต่อกันจึงมีแบบลับๆ
ซึ่งฮิตเล่อร์ผู้ด้อยการศึกษาไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรับรู้เห็น..

กว่าจะมารู้ตัวก็กลุ่มนาซีของเขาก็ได้กำลังจะเจรจารวมตัวกับกลุ่มพรรค German Socialist Party {Deutsch-Sozialistische Partei}
ไปซะแล้ว..
พรรค GSP นี้ ถือกำเนิดมาในภาคเหนือของเยอรมัน และเพิ่งมาเกิดขึ้นหลังสงครามนี่เอง หากแต่ สัดส่วนและอิทธิพลนั้นมีมากมายกว่า
พรรคนาซีนัก
เพราะมีสาขาถึง 35 สาขารวมทั้งหนึ่งสาขาใน
เมืองมิวนิคด้วย นโยบายหรือก็คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก
ถ้าจะรวมตัวกันได้ ภาพพจน์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก สำนักงานใหญ่อาจต้องย้ายไปตั้งที่กรุงเบอร์ลิน
ทุกสาขาต้องขึ้นตรงอยู่กับสำนักงานที่นั่น..
นั่นหมายถึงว่า..เวทีการปราศรัยของฮิตเล่อร์นั้น อาจต้องถูกเปลี่ยนไป

และเขาคงไม่ใช่"ดาวเด่น"แต่เพียงดวงเดียว และหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำหรือหัวหน้าพรรคนั้น ...บอดสนิท
ฉะนั้น..เขาจึงหมดความอดทนต่อการถูกหลอกใช้ต่อไป..เขาประกาศกร้าวว่า...จะลาออก !!

หลังจากที่ประกาศไปแล้วว่าจะลาออกนั้น
ฮิตเล่อร์ได้มองหาลู่ทางใหม่โดยการเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบปะกับบรรดานายทุน
สำหรับความเป็นไปได้ในการตั้งพรรคแยกตัวขึ้นมาใหม่
และใช้เวลาศึกษานโยบายของพรรคชาตินิยมอื่นๆด้วย
เพราะ สิ่งเดียวที่เขามีนั่นก็คือ ฐานเสียงในมิวนิคที่แน่นปึ้ก อีกทั้งสามารถเข้านอกออกในสภาของรัฐบาวาเรีย(ที่ปกครองเมืองมิวนิค) ได้เพราะเส้นใหญ่นั้น..เขาคิดว่าน่าจะหาคนหนุนหลังได้ไม่ยาก

แต่ไม่ ทันที่การเจรจาจะไปถึงไหน ปรากฏว่า สายลับวงในของเขาจากพรรคนาซีแจ้งมาว่า บัดนี้ นาย Drexler กำลังเจรจาประชุมกับสาขาอื่นๆเพื่อที่จะเข้าร่วมกับพรรค GSP ในเร็ววันนี้แล้ว..โดยพวกเขาถือโอกาสตอนที่ฮิตเล่อร์
ไม่อยู่
ฮิตเล่อร์เดินทางกลับมิวนิคทันที
และได้ทราบข่าวว่า..พรรค GSP ได้เปลี่ยนใจจากการต้องการที่จะรวมพรรค แต่กลายเป็น การต้องการที่จะล้มพรรคนาซีทั้งกระบิ
ให้มาขึ้นตรงกับ GSP แต่ผู้เดียว

ฮิตเล่อร์โวยลั่น..เรื่องอะไรจะมาให้พรรคอื่นชุบมือเปิบ เขาแถลงต่อที่ประชุมว่า..ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พรรคไม่มีวัน
เงยหน้าอ้าปากมาได้จนถึงทุกวันนี้
ป่านนี้ยังคงเก็บสตังค์ค่าใช้จ่ายของพรรคกันในกระป๋องขนมปังอยู่เลยด้วยซ้ำ !!
ว่าแล้ว เขาก็เดินออกจากพรรคไป พร้อมทั้งบอกว่า ใบลาออกกำลังจะตามมาในวันสองวันนี้ !!

ฝ่ายพรรคไทยรักไท..เอ๊ย.. GSP พอรู้เข้าว่า ฮิตเล่อร์ได้ลาออกไปจากพรรคนาซี..
จึงรีบส่งข่าวมาว่า การเจรจาบ้าบออะไรนั่น ขอให้ระงับไว้ก่อน
เพราะเป็นที่แน่ๆว่า ฮิตเล่อร์คงต้องมีสมัครพรรคพวกฝีปากดีๆลาออกตามไปเป็นโขยง แล้ว พรรคนาซีจะมีค่าเหลืออะไร
เผลอๆต้องหอบเอาพวกแก่ๆไร้น้ำยามาเป็น
ภาระเสียปล่าวๆปลี้ๆ

ทางฝ่ายพรรคนาซีก็ตระหนกตกใจ ทำไปทำมาปลาจะหลุดไปจากทั้งสองมือต่อหน้าต่อตา..ต่างก็ซัดทอดกันวุ่นวาย สรุปได้ว่า
ใครก็ได้ไปตามท่านฮิตเล่อร์กลับมาที กลับมาเจรจากันก่อน..

ตอนนี้ เป็นทีของฮิตเล่อร์..
เขาส่งใบลาออก..ด้วยข้อความที่บอกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ชอบการทำงานของคณะบริหาร และ ถ้าต้องการให้เขา
กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรค นั่นหมายถึงว่า
1. การบริหารและการตัดสินใจ หมายถึงสิทธิอำนาจเด็ดขาดทั้งหมดต้องขึ้นตรงอยู่กับเขาคนเดียว
2. สาขาอื่นๆที่ไม่ได้ทำประโยชน์ต้องยุบตัวและคณะกรรมการต้องลาอกไป เช่นสาขา Augsburg อันเป็นสาขาแรกเริ่ม(ก่อตั้ง)ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฮิตเล่อร์อย่างที่สุด
3. ล้มเลิกการเจรจาในเรื่องยุบพรรค รวมพรรคเสียให้หมด ถ้าใครยังดื้อด้านหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น มีโทษถึงไล่ออก
และข้อสรุปตบท้าย
เขาอธิบายมาว่า..
>> มิใช่ว่ากระผมจะโหยหิวอำนาจแต่อย่างใด หากแต่สถานะการณ์เป็นไปของบ้านเมืองนั้นต้องใช้การกระทำที่เด็ดขาด ซึ่งตลอดเวลามาคณะบริหารของพรรคไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันที่จะก่อ ประโยชน์ในทางก้าวหน้า ฉะนั้น..เรื่องการรวมตัวเข้ากับพรรคอื่นจะต้องไม่ใช่สาระอีกต่อไป..
นอกเสียจากว่า พรรคนาซีของเราจะเข้าไปครอบครองพรรคอื่นๆในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ

ข้อเสนอของกระผม..ควรได้รับการลงเสียงจากสมาชิกพรรคในวันประชุมวาระพิเศษที่พรรคควรจัดขึ้นเป็นการด่วน

ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณา

ลงชื่อ..อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์


กรรมการพรรคทั้งหมด นั่งอ้าปากค้าง..หันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก เอาไงกันดีล่ะฟะ?

ทางพรรครู้ดีว่า ถ้าขืนเรียกการประชุมวาระพิเศษขึ้นมา นั่นก็หมายถึงว่ามติเสียงส่วนใหญ่ต้องโอนเอนมาทางฮิตเล่อร์แน่นอน จึงเล่นเจ้าล่อเอาเถิด
ขอผลัดไปเป็นวันประชุมประจำปี ซึ่งจะมีในหกเดือนข้างหน้า.มันเป็นการซื้อเวลาเผื่อว่าพรรค GSP จะเปลี่ยนใจ

แต่ในช่วงนั้นทางพรรคก็ใช้วิธีการสกปรกตลบหลังฮิตเล่อร์โดยการส่งวีดีโอโป๊ เอ๊ย..ไม่ใช่
ขอโทษทีค่ะ.. ส่งจดหมายเวียนไปยังสมาชิกในลักษณะใบปลิว..เนื้อความว่า..
ทางพรรคก็ได้อุตส่าห์เสนอตำแหน่งประธานอันดับหนึ่งท่านฮิตเล่อร์แล้ว แต่ท่านก็ไม่พอใจ เพราะท่านฮิตเล่อร์
ต้องการ อำนาจแต่ผู้เดียว นั่นหมายถึงการเนรคุณท่าน Drexler ผู้ก่อตั้งพรรคผู้มีพระคุณอย่างหน้าด้านๆ และถ้าพวกท่านไม่ต้องการเห็นท่าน Drexler ต้องมาถูกล้มล้างไปอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้ท่านสมาชิกจงมาลงมติในวัน
ประชุมใหญ่ประจำปีที่จะถึงให้พร้อมเพรียงกัน

แต่..ฮิตเล่อร์ก็ยังไม่หวั่นไหว ขอเรียกประชุมสมาชิกด่วน ในเดือนต่อมา
ซึ่งคราวนี้ แผนอุบาทว์ก็มาเป็นชุดนับหมื่นๆใบ โดยการโปรยใบปลิวออกข่าวว่า..
ฮิตเล่อร์ผู้ทรยศ ใช้พรรคเป็นบันใดสู่อำนาจ..บ้าง
ฮิตเล่อร์ผู้มีปูมหลังปริศนา..มาจากไหนไม่มีใครรู้..
ฮิตเล่อร์สมคบกับ Hermann Esser มีแผนลับเพื่อที่จะนำราชวงศ์กลับมาครองอำนาจ..
ฮิตเล่อร์ยักยอกทรัพย์ของพรรคไปปรนเปรอหญิงงามเมือง..
ฮิตเล่อร์..ด่ายิว ที่แท้..ปู่ก็เป็นยิว เพราะย่าไปท้องตอนที่ไปทำงานในบ้านเศรษฐียิว และเป็นการท้องแบบไม่มีพ่อ
ฮิตเล่อร์ อ้างตัวเป็น พระเจ้ากรุงมิวนิคในสถานที่อโคจร สถานเริงรมย์ต่างๆ
ใบปลิวดังกล่าวส่งออกไปเต็มถนน และที่ชุมชน..เพื่อหวังที่จะดิสเครดิตคนเพียงคนเดียว

(ข่าวลือพวกนี้ได้ระบาดไปในยุคของ 20's และ 30' และนี่คือ..การเมืองเยอรมันจิง จิ๊ง....
สาบานนน....!!)

และแน่นอนที่ข้อกล่าวหาว่า เขาเป็นยิวนั้น..
มันยิ่งกว่าเอาน้ำมันมาราดกองไฟ
เพราะตลอดเวลามาฮิตเล่อร์
ต่อต้านยิวมาอย่างแข็งขันโดยตลอด ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จู่จะมาว่าเป็นลูกหลานยิวได้อย่างไร?
สงครามแผ่นป้ายก็ระเบิดในคราวนี้...ฮิตเล่อร์ติดป้ายไปทั่วเมืองปฏิเสธข้อ กล่าวหาทั้งหมด และระงับการปราศรัยไปชั่วคราว(ร่วมสองเดือน)โดยปริยาย
เพราะนี่คืออาวุธสิ่งเดียวที่เขามี..เพราะการอั้นไว้นั้น ทำให้การปราศรัยครั้งต่อไปของเขานั้นผู้คนจะต้องสนใจถึงต้องพากันแห่มานับ พันเช่นเคย..
แล้วนั่นหมายถึงการเย้ยให้ Drexler รู้ว่า อำนาจนั้นมันอยู่ที่เขาโดยคนเดียว
มันเป็นเกมการประลองที่เขาเอาอนาคตวางเดิมพัน

และวันนั้นได้กำหนดขึ้น คือ 20 กรกฎาคม 1921 เวลาสามทุ่มและ Zirkus Krone เช่นเคย
ครั้งนี้ เขาปิดป้ายตัวเบ้อเร่อว่า.."ยิวห้ามเข้า"
ผลคือ คนแห่กันมาอย่างถล่มทลาย ยอมเสียเงินค่าเข้าคนละหนึ่งมาร์คถึงกว่าหกพันคน
การพูดในครั้งนั้นของฮิตเล่อร์ได้สะกดคนฟังราวกับมีมนต์ขลัง..ซึ่งไม่ใช่ปาฏิหารย์หรือเวทย์มนต์ใดๆทั้งสิ้น
หากแต่ เขาพูดราวกับนั่งอยู่ในใจของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน
และที่สำคัญเขาไม่เคยต้องเสียเวลาในการร่างสุนทรพจน์
เพราะทุกอย่างนั้น มันกลั่นมาจากใจ..
และในการพูดครั้งนั้น เขาด่ารัฐบาลไวมาร์ชนิดสาดเสียเทเสีย ไล่ไปตั้งแต่นักการเมืองที่เห็นแก่ตัวไม่รู้จักเสียสละเพื่อชาติ
คบค้าอยู่กับพวกยิว..

หลังจากการปราศรัย..เสียงตบมือดังกึกก้องและยาวนานอย่างไม่เคยมีมาก่อน !!

และนี่คือชัยชนะอย่างขาวสะอาดของฮิตเล่อร์ เหล่าบรรดาพวกของ Drexler ที่ต่อต้านเขาเริ่มเงียบเสียงลงไป
เพราะมันได้ประจักษ์แล้วว่า อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่กับไผ..

สองสามวันต่อมา ฮิตเล่อร์เรียกประชุมพรรคเพื่อโหวตในวาระเปลี่ยนผู้นำ..
Drexler รีบรุดไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ(มิวนิค) เพื่อฟ้องว่า ฮิตเล่อร์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกประชุมใดๆในพรรค อันเป็นการกระทำที่อุกอาจ
เพราะ ไม่ใช่มติของคณะกรรมมาธิการ ซึ่งการกระทำของฮิตเล่อร์ครั้งนี้เป็นการสร้างความไม่สงบ

ตำรวจฟังเรื่องแล้วก็ส่ายหัว..บอกว่า มันเป็นเรื่องภายในของพรรค ตำรวจไม่มีหน้าที่ไปเกี่ยวข้องใดๆ
แต่ววววววววว.........*%#@

และ วันที่ 29 กรกฎาคม การจัดประชุมได้เกิดขึ้นตามที่ฮิตเล่อร์ได้ประกาศไว้ เนื่องจากเป็นวันศุกร์ ผู้คนต้องทำงาน จึงมีคนมาร่วมแค่ 544 คน
หลังจากที่แถลงนโยบายไปแล้ว..โดยสรุปใจความว่า
"ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เยอรมันที่ยับเยินนี้ จะต้องถูกกู้กลับขึ้นมาด้วยฝีมือของชาวเยอรมันเท่านั้น และ ไม่ใช่ด้วยวิธีทางการทูต.......
หากแต่มันต้องเป็นการลงมือปฏิวัติสถานเดียว!!
คะแนนโหวตคือ 543 เสียงเป็นเอกฉันท์ ฮิตเล่อร์คือผู้นำของพรรคนาซีคนใหม่อย่างเด็ดขาด

Drexler ถูกเตะโด่งไปนั่งเฉยๆเป็นประธานกิติมศักดิ์
ฮิตเล่อร์เอา "ผู้ช่วยวงใน" ของเขาทุกคนมานั่งประจำในตำแหน่งสำคัญๆทั้งหมดของพรรค
และจากวันนั้นเป็นต้นมา..การลงชื่อในจดหมายที่เขาเขียนสั่งงาน เริ่มลงท้ายด้วย
"der Fuhrer" (หมายถึง The Leader หรือ ท่านผู้นำ)

หลังจากที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว
ฮิตเล่อร์ก็ยังเดินสายปราศรัยอย่างปรกติ
คราวนี้โจมตียิวแบบเต็มๆทั้งเรื่องการเมืองและการค้า
หลายต่อหลายครั้งที่เกิดการขว้างปาจราจลถึงขนาดที่เหยือกเบียร์ลอยโดนหัวเขา
จนถึงกับน๊อค..โชคดีที่เหล่า SA หามออกมาได้ทันการ

และ ในปี 1922 นี้เขาก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ชื่อว่า Hermann Goring นักบินผาดโผนมือหนึ่งที่ผ่านสงครามและได้รับเหรียญกล้าหาญมากมาย มีบิดาเป็นถึงผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงข้าหลวงตัวแทนของรัฐบาล
ประจำอาฟริกาใต้ ในสมัยของบิสมาร์ค
นับว่าปูมหลังนั้นจัดว่าเป็นคุณหนูพอสมควร เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย และเมื่อหลังสงครามได้ลา
ออกไปเป็นนักบินให้กับสายการบินของสวีเดน จากนั้นเขาก็ได้พบรักกับลูกสาวเศรษฐีสวีดิชและแต่งงานกันในปี 1922 นั่นเอง

ความจริงชีวิตการเป็นอยู่อย่างสุขสบายในประเทศสวีเดนนั้น..เกอริงน่าจะพอใจ หากแต่การมัดมือชกของสนธิสัญญาแวร์ซายย์นั้นทำให้เขาอดรนทนไม่ได้ที่จะกลับ มาช่วยกู้ชาติบ้านเมือง ถึงกับเดินทางกลับเยอรมันพร้อมทั้ง
แคริน ภรรยาลูกผู้ดี
เขาเข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเมือง
มิวนิคในภาครัฐศาสตร์และการเมือง ซึ่งความหัวรุนแรงของเขานั้น
เคยถึงกับชักชวนพวกเพื่อนทหารผ่านศึกด้วยกันให้มาร่วมทำการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล
เขาเล่าว่า เนื้อหาในการประชุม เจ้าพวกทหารพวกนั้นดันพูดกันแต่เรื่องสวัสดิการที่อยู่ที่กินให้กับทหารผ่านศึก
จนเขารำคาญสุดๆต้องลุกขึ้นด่าตามประสาคนโผงผางว่า..
"ไอ้งั่งเอ๊ย..ไอ้ทหารพวกนั้นมันผ่านสงครามมาได้จนถึงป่านนี้ มันคงมีปัญญาหาที่ซุกหัวนอนได้เองแหละ ว่าแต่..มันจะหัวไปซุกไว้ที่ไหนก็เท่านั้น อาจเป็นบนหน้าอกนิ่มๆของสาวผมบลอนด์คนใดคนหนึ่งก็เป็นได้"
ว่าแล้วการพูดไม่หอมหูเช่นนี้ ผลก็คือวงแตกฮือ..ลุกขึ้นชกต่อยกันวุ่นวาย

จนมาในวันหนึ่ง เกอริงได้ยินชื่อเสียงของฮิตเล่อร์มาบ้าง จึงลองเข้าไปฟังการปราศรัย และสิ่งที่เขาได้ยินนั้นมัน
ทำให้เขาถึงกับตัวชาดิก
เพราะมันเป็นความจริงที่ประชาชนทุกคนได้แบกความคับแค้นไว้ในใจ..ในเรื่องสัญญาทาสที่เยอรมันจะไม่มีวันเงยหน้าอ้าปาก
เขาขอใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคและกรอกลงไปพร้อมเซ็นชื่อทันที
ก่อนที่เขาจะกลับนั้น มีคนนำข่าวมาบอกว่า
ฮิตเล่อร์ต้องการที่จะพบกับเขาเป็นส่วนตัว
และ..ทั้งสองก็ได้ประจันหน้ากัน..ฮิตเล่อร์ได้พูดตรงๆกับเกอริงว่า กำลังต้องการคนที่จะมาคุมหน่วย SA อยู่ สนใจมั๊ย?

เกอริงตอบว่า ได้เล๊ย...ขอเวลาฝึกพวกนี้ให้มีวินัยแบบทหารในเวลาหนึ่งเดือน
ฮิตเล่อร์..ตกลงตามนั้น ว่า อีกหนึ่งเดือนจะมีการประกาศเป็นทางการ ถึงตำแหน่งหัวหน้าผู้บังคับบัญชา SA ของเกอริง
คนต่อไป..ที่เข้าสู่วงจรนั่นก็คือ Ernst Hanfstaengl หรือเป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า "Putzi" ทายาทเจ้าของธุรกิจภาพ
ศิลป เขาจบมาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
(ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีมารดาเป็นคนอเมริกัน) ที่เข้ามาฟังแล้วติดใจถึงกับเข้าร่วมทีมอย่างไม่รีรอ
(Putzi คือ นายทุนคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคนาซี เพราะจากการที่รู้จักเขาเชื่อว่า สักวันหนึ่งฮิตเล่อร์จะต้องเป็นผู้นำของเยอรมันอย่างแน่นอน)
ฮิตเล่อร์ให้ความสนใจกับเขาเป็นพิเศษจนจัดว่าเป็นคนสนิทคนหนึ่ง ระหว่างเขาทั้งสองได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนโยบายการเมือง อเมริกา-เยอรมันอยู่เสมอๆ

และวันโลกาวินาศก็ได้มาถึงคือ 11 มกราคม 1923 เมื่อเยอรมันไม่สามารถจะจ่ายหนี้ค่าปฏิกรรมสงคราม
สามพันสามร้อยล้านดอลล่าร์นั่นได้ ตามสนธิสัญญาแวร์ซายย์
เพราะการขูดรีดในผลิตผลส่งออก อีกทั้งทรัพยากรในประเทศ เยอรมันต้องประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก
ประชาชนอดอยากกันถ้วนหน้าจาก 4 มาร์คต่อหนึ่งดอลล่าร์ ขึ้นไปเป็น 75 เป็น 100 จนกระทั่ง 400 มาร์คต่อหนึ่งดอลล่าร์ในชั่วไม่กี่วัน

ฝรั่งเศสขู่ฟ่อๆว่าจะเข้ามายึดครองเมือง Ruhr (อันเป็นย่านอุตสาหกรรมโรงงาน) ซะให้รู้แล้วรู้แร่ด ถ้าไม่จ่ายมาซะดีๆ
เยอรมันก็ไม่จ่าย..เพราะไม่มีปัญญาจะจ่าย
ผลคือ ฝรั่งเศสก็ปฏิบัติตามคำขู่ นั่นก็คือ ยกทัพเข้ามายึดเมืองรัวร์ ซะเลยจริงๆ เพราะจะหาเรื่องอยู่แล้ว

มาถึงตรงนี้ ใครต่อใครในประเทศต่างก็พร้อมที่จะก่อการสไตร์คกันไปทั่ว รวมทั้งพรรคนาซีภายใต้การนำของฮิต
เล่อร์ที่มีสมัครพรรคพวกถึง 55,000 คน ซึ่งต่างก็พร้อมที่จะเคลื่อนขบวน
ฮิตเล่อร์รู้ว่า นี่คือโอกาสของการแสดงความเป็นผู้นำให้กระจ่างชัดแจ้ง

เขาและพรรคพวกจึงเริ่มคิดแผนการปฏิวัติยึดครองรัฐบาลบาวาเรียโดยการ(คิดที่จะ)เข้าประกบ เอาปืนจ่อคณะผู้นำ แล้ว
บีบบังคับให้รับพรรคนาซีเข้าร่วมรัฐบาล จากนั้นค่อยขยับขยายไปยึดอำนาจในกรุงเบอร์ลินต่อไป (เขาฝันกันว่างั้น)

เสนาธิการในการวางแผนครั้งนี้คือ ท่านวีรบุรุษสงคราม Erich Ludendorff ซึ่งจะได้ดำเนินการในวันที่มีการชุมนุมใน โรงเบียร์มิวนิค
อันเป็นวันที่นักการเมืองและนักธุรกิจได้มีการประชุมกันตามวาระ วันนั้นคือ
วันที่ 8 พฤศจิกายน 1923
กลุ่ม SA เข้าล้อมสถานที่ไว้โดยรอบ ฮิตเล่อร์และเกอริงพร้อมลูกสมุน ถือปืนเดินก๋าเข้าไป ฮิตเล่อร์กราดกระสุนขึ้นบนเพดาน ก่อนที่จะประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
บัดนี้ การปฏิวัติได้เริ่มขึ้นแล้ว..แล้วก็เดินตรงไปที่เวทีประชุมที่ นาย Gustav von Kahr ผู้นำรัฐกำลังตกตะลึงอยู่
ฮิตเล่อร์ ขึ้นไปประกาศต่อว่า..ห้ามใครออกไปจากที่นี่ ขณะนี้ พวกเราได้ควบคุมสถานะการณ์ภายนอกได้ไว้หมดแล้ว ทั้ง ทหารและตำรวจ
ทั้งหมดอยู่ภายใต้คำสั่งของพรรคของเรา และเราขอยกเลิกรัฐบาลบาวาเรีย ณ บัดเดี๋ยวนี้ รัฐบาลใหม่กำลังจะเริ่มเข้ามาทำการบริหารในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
(ซึ่งทั้งหมดไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด หากแต่คนในโรงเบียร์นั้นไม่มีวันจะรู้ได้)

จาก นั้น ฮิตเล่อร์ได้ต้อนผู้นำรัฐทั้งสามคน คือนาย von Kahr นายพล Otto von Lossow อธิบดีตำรวจ พันเอก Han von Seisser เข้าไปในห้องเพื่อเจรจาให้โอกาสว่าจะมาร่วมในรัฐบาลใหม่หรือไม่
แต่เขาก็ต้องประหลาดใจ ที่ทั้งสามคนกลับไม่สนใจใยดีกับการปฏิวัติของเขาเลยแม้แต่นิด ซ้ำยังทำหน้าตาเย้ยหยันอีกซะด้วยซ้ำ

ฮิตเล่อร์จึงต้องใช้ไม้ตาย..จ่อปากกระบอกปืนไปที่คนทั้งสาม และบอกว่า
"ผมมีกระสุนอยู่สี่นัด สามนัดแรกสำหรับพวกคุณ นัดสุดท้ายสำหรับผม จะลองมั๊ยล่ะ"

ทุกคนก็ยังเฉย..จนฮิตเล่อร์อดรนทนไม่ได้ จึงเดินกลับออกมาข้างนอก
ประกาศในทำนองว่ารัฐบาลทั้งเก่าและใหม่ได้ทำการตกลงดำเนินนโยบายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า คณะสามคนที่อยู่ในห้องได้ยินยอมร่วมด้วยกับการปฏิวัติครั้งนี้
ผู้คนจึงเริ่มเอะอะ..เอ๊ะ มันอะไรกันหว่า??

และ คราวนี้ ฮิตเล่อร์ส่งนายพล Ludendorff ไปช่วยเจรจากับคณะสามคนในห้องนั้น คราวนี้ มีการย้อนศรวางแผนตลบหลังฮิตเล่อร์โดยทำทีว่าตกลงตามที่ได้ประกาศออกไป.. ตัวนาย von Kahr ถึงกับขึ้นไปประกาศยืนยัน
ว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนั้น
แล้วทั้งหมดก็ต่างร้องเพลงปลุกใจกันกระหึ่ม เพื่อรอวันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าจะมีรัฐบาลใหม่ให้กับเรา (คงจะเป็นในทำนองนี้ละนะ))

แต่แล้ว..ไม่ทันไร ข่าวจาก SA ที่ให้ไปดูแลสถานะการณ์กรมทหารก็กลับมาบอกว่า
"อิ๊บอ๋าย แล้วนาย ทหารมันไม่ยอมง่ะ แถมจะไล่ตื้บพวกผมด้วย"
ฮิตเล่อร์จึงรีบรุดไปยังหน่วยที่มีปัญหา นั่นคือการผิดพลาดอย่างแรง เพราะทันทีที่ฮิตเล่อร์หน้าตาตื่นออกไป เหตุ
การณ์ในโรงเบียร์เริ่มระส่ำระสายว่าจะเอาไงกันดี
และในขณะนั้น คณะผู้นำบาวาเรียทั้งสามคนได้หลบหนีออกไปทางประตูหลัง หายแว๊บ (พวกนี้คงต้องเก๋าเอาการ อย่างน้อยต้องระดับป๋า.. ว่าม๊ะ?)

จากนั้นก็เข้าสูตรเดิม คือ การสั่งจับผู้นำพรรคนาซี(อนาถา)ด้วยข้อหาทำการกบฏต่อบ้านเมือง และทำการอุกอาจใช้อาวุธปืนจี้บังคับ
นายพล Lossow ออกคำสั่งให้ทหารทุกเหล่าเข้าเตรียมตัวปลดอาวุธของหน่วย SA พร้อมทั้งประกาศยกเลิกพรรคนาซีภายในวันเดียวกัน

ฮิตเล่อร์นอนไม่หลับทั้งคืนได้แต่เดินไปเดินมา คิดหาทางกับพรรคพวกว่าจะเอายังไงกันดี
นายพล Ludendorff (ช๊อบ ชอบ คนเนี้ยะ) ตัดสินใจบอกว่า
ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว..ลุยไปเลย พรุ่งนี้ พรรคจัดขบวนมาร์ชเข้ากลางเมืองมิวนิค เพราะถ้าชาวบ้านชาวเมืองเห็นด้วย
เขาก็จะมาร่วมเดินขบวนกันมากมาย แล้วถ้าวีรบุรุษสงครามอย่างตัวนายพลเองเดินนำหน้า ใครหน้าไหนมันจะกล้ายิงเข้ามา..

ฮิตเล่อร์เห็นด้วยกับไอเดียนี้ เอาไงเอากัน
ว่าแล้ว..วันรุ่งขึ้น ประมาณ 11.00 ชาวนาซีกว่าสามพันคนได้เดินขบวนดังว่า คนถือธงเดินแถวหน้าคือสมาชิกใหม่เอี่ยม ชื่อว่า
Heinrich Himmler
ขบวนมุ่งเข้ากลางใจเมืองหมายเข้าสู่ตึกอนุสรณ์สงคราม
แต่ต้องมาเจอตำรวจทั้งกรมที่มาตั้งมั่นกั้นไว้เสียก่อน
ทีนี้..ทั้งสองฝ่ายได้ประจันหน้ากันแบบกระชั้นชิด
ฮิตเล่อร์ตะโกนบอกให้ตำรวจยอมแพ้ วางอาวุธไปซะดีๆ
(คิดได้ไงวุ๊ยเนี่ย?)
ผลคือ..ฝ่ายตำรวจสาดกระสุนเข้ามาสู่ขบวน โกลาหลบังเกิดขึ้นทันที Ulrich Graf องค์รักษ์ประจำตัวฮิตเล่อร์
กระโดดเอาตัวเองเข้ากำบังเจ้านาย จนฮิตเล่อร์ล้มลงไป ไหล่หลุด แต่ Graf โดนไปหนึ่งนัด แต่ไม่ถูกที่สำคัญ
ส่วนเกอริง..โดนหนึ่งนัด ใน"ที่สำคัญ"คือ ระดับหว่างขา
บริเวณต้นขาหนีบ เกือบไป..............!!!

ส่วนนายพล Ludendorff ได้ทำการสมชายชาติทหารนักรบ นั่นคือ เดินตรงไปให้ตำรวจจับกุมอย่างโดยดี อันเป็นว่า ยอมแพ้..
วงแตกกระจาย ทีนี้ตัวใครตัวมัน..
ฮิตเล่อร์หนีไปอยู่ที่บ้านของ Putzi ซ่อนตัวที่ห้องใต้หลังคา
เกอริงหนีไปขับเครื่องบินโปรยยาอยู่ที่สวีเดน
ฮิมม์เล่อร์ หนีไปเลี้ยงไก่อยู่บ้านนอก..
แล้วประวัติศาสตร์การกบฏโรงเบียร์นี้ก็ได้จบตัวลง ท่ามกลางความขบขันของใครต่อใครหลายๆคนในยุคนั้น
แต่ไม่มีใครรู้เลยสักนิดว่า..หายนะครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดในไม่กี่ปีต่อมา

เมื่อการปฏิวัติล้มเหลว ฮิตเล่อร์ดังที่เล่าไว้ว่าหนีไปซ่อนตัวในบ้านพักผ่อนบ้านหนึ่งของเพื่อนรัก ที่ชนบทเมือง Uffing ซึ่ง Helene ภรรยาของ Putzi ได้ช่วยดูแลรักษาใหล่ของเขากลับคืนสู่สภาพปรกติ ก่อนที่จะมีการนัด
หมายหลบหนีออกนอกประเทศต่อไป..
ซึ่งในขณะนั้นฮิตเล่อร์ได้ตีโพยตีพายจะยิงตัวตายท่าเดียว ถ้าถูกจับได้
และ..ในไม่กี่วันต่อมา รถตำรวจสองสามคันก็ได้แล่นปราดมาจอดเทียบถึงหน้าประตู เจ้าหน้าที่กรูเกรียวกันขึ้น
มา
เฮเลนจึงให้คนรับใช้รับหน้าไปก่อน ส่วนตัวเธอก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังที่ซ่อนตัวของฮิตเล่อร์..
และภาพที่เธอพบนั้น..คือ เขากำลังเอาปืนพบจ่อที่ขมับตัวเอง แล้วบอกว่า อย่าเข้ามานะ..ผมจะจบปัญหานี้ด้วยตัวเอง

เฮเลน ถึงกับส่ายหน้าด้วยความระอาใจ บอกกับฮิตเล่อร์ว่า เลิกทำตัวเป็นเด็กๆซะที ยอมไปสู้คดีเถอะ คงไม่หนักหนาอะไรหรอก..นะ..นะ..น่านะ !!
แล้วเธอก็ค่อยๆก้าวประชิดเข้าไปใกล้ๆ จนสามารถใช้วิชายูยิดซึ(เฮเลน เป็นนักกีฬาตัวยงในอดีต) เข้าล๊อดแขน แย่งปืนออกมาได้..
ตำรวจจึงพานักโทษการเมืองตัวเอ้ขึ้นรถ..ไปดำเนินคดีต่อไป


ป.ล. ผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้ว่า การเขียนเล่านั้น ใช้ภาษาโจ๋มาก....
มัน เป็นความตั้งใจที่จะเล่าให้สนุก เพราะประวัติศาสตร์เป็นสิ่งน่าเบื่อ เพราะในบ้านเรานั้นยังขาดวัตถุดิบอย่างมากมาย จนเป็นอุปสรรคในการขวนขวาย ค้นคว้า
ฉันเดินตามรอยเท้าของคุณสื่อศิลปที่ได้อุทิศตนสละเวลา สละพลังงาน ระดมพลังสมอง เพียงแค่เชื่อว่า อาจเป็น
ประโยชน์สำหรับเด็กๆรุ่นใหม่ที่จะเข้าใจวัฏจักรของการเมืองของไม่ว่าประเทศใดๆได้ดีขึ้น เพราะมันช่างเกิดขึ้น
ได้ซ้ำๆซากๆเหมือนกันไปหมด เท่าที่เขียนมานี่ ก็คงจะพอเทียบๆได้กับประเทศสารขัณฑ์ได้ในบางตอน
และอยากให้การเอื้อเฟื้อความรู้นี้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นๆด้วย ทั้งๆที่ไม่ใช่นักวิชาการ เป็นเพียงคนที่สนใจ(แบบจริงๆจังๆ)และใจถึง ก็แค่นั้น

เคยคิดเหมือนกันนะ..เอ..จะเขียนดีมั๊ยหว่า เพราะเดี๋ยวจะมีคนมาค่อนขอดเอา แต่เมื่อได้ไปสัมผัสกับเวบไซท์ของใครต่อใคร(หมายถึงพวกฝาหรั่งง่ะ) หลายต่อหลายเวบ เขาจะมีข้อความบอกคล้ายๆกันว่า ไม่ใช่นักวิชาการ
หากแต่เขาสนใจและค้นคว้ามานานปี จึงอยากเอามาเผื่อแผ่
ฟังแล้วรู้สึกดี..........เลยเอามั่งดิ !!

วิวันดา..


แล้วฮิตเล่อร์ก็ดังสมใจในชั่วข้ามคืน..ข่าวของเขาออกในทุกหน้าหนังสือพิมพ์ ระดับในและนอกประเทศ พวกบรรดาผู้พิพากษาก็ท่าทางไม่ค่อยเข้มงวดอะไรนัก
(เพราะ คงชินกับการปฏิวัติที่มันเกิดขึ้นบ่อยเสียเหลือเกิน อีกอย่างหนึ่งสถานะการณ์บ้างเมืองก็ช่างคับแค้นกดดันให้คนต้องลุกขึ้นมาอะไร บ้าๆ)
พวกท่านๆเหล่านั้นอนุญาตให้ฮิตเล่อร์พูดไปจนกว่าจะเหนื่อย
จะลุกขึ้นมาโต้แย้งหรือขัดแย้งใครในการให้การของพยานอย่างใดก็ได้ตามความพอใจ
ศาลเลยกลายเป็นเวทีปราศรัยของฮิตเล่อรไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว..
เขาประกาศก้องว่า..
....กระผ้มขอรับผิดชอบต่อการกระทำครั้งนี้แต่ผู้เดียว..แต่กระผ้มไม่ได้เป็นอาชญากรโดยสันดาน การต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ของกระผ้ม
จะมาเรียกว่าเป็นการปฏิวัติขายชาติไม่ได้ แต่ถ้าจะเปรียบเทียบว่ากระผ้มปราบโจร(หมายถึงรัฐบาล) เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนละก้อ..ค่อยใกล้เคียงความจริงหน่อย..แล้วขอ กราบเรียนถามท่านประธานศาลที่เคารพว่า
กระผ้มผิดตรงไหน?

จากนั้นฮิตเล่อร์ก็ร่ายยาวตามถนัดว่า..
พรรคนาซีเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่รักชาติยิ่งชีพ และพวกเขาคับแค้นใจมาตลอดที่มองเห็น
การกระทำของคณะรัฐบาลบริหารบ้านเมือง
ได้หักหลังประชาชน ทหาร เพื่อที่จะฉวยโอกาสล้มล้างราชวงค์
ประกาศเป็นสาธารณรัฐประเทศ
สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายให้ก่อการประท้วง และ
ประกาศ ยอมแพ้สงครามทั้งๆที่ ทหารกำลังอยู่ในแนวรบยังไม่ได้เพลี่ยงพล้ำให้แก่ข้าศึกใดๆ (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ก่อนหน้านี้ ทางฝ่ายเยอรมันและสัมพันธมิตรได้มีการประสานงานในเจรจาหยุดการรบที่เป็นการ พบกันครึ่งทาง เพราะรัสเซียเองก็ขอพักไปแล้ว เนื่องจากการกบฎในประเทศ)
และ..รัฐบาลนี้ยังมีหน้าไปเซ็นสัญญาแวร์ซายย์ขายชาติอีกด้วย
อย่างนี้จะให้เก็บเอาไว้ทำอะไรขอรับ..ท่านที่เคารพ ??
พอเขาพูดจบเหล่าคณะผู้พิพากษาแทบปาดน้ำตา เพราะ มันเป็นจริงทุกประการ...!!

สรุปว่า..เป็นการบกพร่องโดยสุจริต..ว่างั้นเถอะ

หลังจากการขึ้นศาลรวมทั้งสิ้น 24 วัน ประชาชนได้อ่านข่าวและให้ความเห็นอกเห็นใจในความรักชาติของผู้นำพรรคนาซีคนนี้เป็นกำลัง
แต่ครั้นจะศาลปล่อยตัวไปง่ายๆเดี๋ยวก็จะเป็นเยี่ยงอย่างให้ใครต่อใครลุกขึ้นมาเดินขบวนอีก..เหล่าผู้พิพากษาก็แอบไปลงเสียงกันว่า
เอางี้..ปล่อยให้ลูกเหลิม.. เอ๊ย..ฮิตเล่อร์มันติดคุกไปนิดหน่อยก็แล้วกันห้าปีเอง..แต่เป็นแบบที่มี ทัณฑ์บนน่ะ คือทำตัวดีๆก็ปล่อยตัวออกมาเร็วๆ
รวมไปถึงลูกพรรคคนอื่นๆด้วยคือโดนกันละนิดละหน่อย
หากแต่..ท่านนายพล Ludendorff ประกาศล้างมืออกจาการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..

ฮิตเล่อร์ถูกนำตัวไปจองจำอยู่ที่คุกในเมือง Landsberg ด้วยห้องพักส่วนตัว มีหน้าต่างชมวิว รับแขกได้ไม่จำกัดเวลา
มีเลขาไว้คอยรับใช้ส่วนตัว..คือ Rudolf Hess
ที่นี่เอง..คือชีวิตการเป็นนักเขียนได้เริ่มต้น..นั่นคือ..หนังสือ ชีวประวัติการต่อสู้ Mein Kampf หรือ My Struggle (การต่อสู้ของข้าพเจ้า)ถูกเขียนเป็นบทแรก

และในยามที่สมองว่าง..เขาได้ไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้กระทำมาในอดีต จนมองเห็นความผิดพลาดหลายๆอย่างเช่น
การซุ่มซ่ามปฏิวัติทั้งๆที่ยังไม่พร้อม
(หมายถึงไม่มีกำลังสนับสนุนจากทหาร)
และ..สิ่งที่แน่นอนที่สุดในการเป็นรัฐบาล..นั่นคือ เขาต้องเล่นมันอย่างสมัยนิยม นั่นคือ ใช้การเลือกตั้งเป็นบันได..

เขาได้วางแผนบริหารพรรคอย่างรัฐบาล นั่นก็คือ มีกรม กอง ฝ่าย แผนก ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะต้องมีหัวหน้าคุม
ทุกคนจะต้องขึ้นตรงอยู่กับหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว
อันเปรียบประหนึ่งประธานาธิบดี

แต่ ฮิตเล่อร์ก็ได้แต่ฝัน เพราะปัญหาตามต่อมาคือ..พรรคนาซีและหนังสือพิมพ์เสียงเยอรมัน {Volkischer Beobachter} ได้ถูกรัฐบาลบาวาเรียสั่งยุบและถูกเพิกถอนใบอนุญาต
กรรมการที่อยู่นอกคุก ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน วันวันได้แต่ทะเลาะกันเอง
ซึ่งเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเท่าที่ได้รับโทษแค่นี้นับว่าโชคดีสุดๆ เพราะ
ถ้าไม่ใช่ นาย Franz Gurtner
ปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เคยชอบพอนิสัยฮิตเล่อร์สมัยที่เรียนการพูดที่มหาวิทยาลัย
มิวนิคแล้วละก้อ..เขาอาจถูกเนรเทศกลับไปยังบ้านเกิดคือออสเตรียได้ทุกเมื่อ ในฐานะ
เป็นกะเหรี่ยงที่มาอาศัยอยู่ในเยอรมันแถมยังสร้างแต่ความเดือดร้อน

ตัวนาย Putzi หรือ.. Ernst Hanfstaeng เพื่อนซี้ได้หนีไปหลบตัวอยู่ที่ออสเตรีย..ตามคำแนะนำของทนายความ
ทั้งๆที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติครั้งนั้นและเขาไม่ได้ใช้เวลาให้อยู่เฉยๆ..
เขา ได้ทำหน้าที่เพื่อนที่ดี นั่นคือ ออกตามหาญาติของฮิตเล่อร์ในเวียนนา(ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว..เชื่อว่าเขาอยากรู้ กำพืดที่แท้จริงของฮิตเล่อร์ต่างหาก)
และเขาก็ได้พบกับ Angela พี่สาวต่างมารดาของฮิตเล่อร์ ที่ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับเศรษฐียิวคนหนึ่ง..โดยการที่เขาไปพบกับแอนเจล่า ที่ห้องพักในตึกแถบชนชั้นล่างอาศัยอยู่..
ที่นั่น..เขาได้พบว่าแอนเจล่าและลูกสาวสองคนคือ แอนเจลิกา อายุ สิบห้าหยกๆสิบหกหย่อนๆ กับ เอลฟรีดล์ อายุ สิบสาม อาศัยอยู่ในห้องอับๆซึ่งไม่มีแม้แต่เตียง
นอกจากพรมชิ้นหนาไว้รองนอน

เขา ได้พาทั้งครอบครัวออกไปทานอาหารข้างนอก..แอนเจล่า ได้แต่บ่นถึงความทุกข์ยากที่ต้องเลี้ยงลูกสาวของตัวเองสองคน อีกทั้งต้องเลี้ยงน้องสาวแท้ๆของฮิตเล่อร์ พอลล่า ที่ไม่ค่อยสมประกอบ ซึ่งตัวพี่ชายคือฮิตเล่อร์ก็ไม่เคยเหลียวแลส่งเสีย
เด็กสาวสองคนนั่น ท่าทางตื่นๆ เพราะดูเหมือนว่าจะไม่เคยออกมาสู่สังคมภายนอกมากนัก ทั้งหมดแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ามอซออย่างเห็นได้ชัด
เขาพอสังเกตได้ว่า เด็กสาวทั้งสองมีลักษณะต่างกันอย่างเด่นชัด..

เจลิ..หรือ แอนเจลิกา ท่าทางปราดเปรียว แววตาสุกใส ฉลาดพูด ต่างกับน้องสาว เอลฟรีดล์ ที่ท่าทางเงียบขรึม พูดน้อย ขี้อาย

ฮิตเล่อร์.....ตอนสาม By WIWANDA

จากการพ่ายแพ้แก่กองทัพคอมมิวนิสต์ครั้งนั้นแล้ว..เท่ากับเป็นการเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
พรรคคอมมิวนิสต์ได้แผ่กระจายเข้ายึดครองควบคุมไปเกือบทั่ว..สร้างความวิตกให้กับคณะรัฐบาลกรุงเบอร์ลินอย่างที่สุด
จึงต้องส่งข่าวไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยเหนือโดยด่วน..ก่อนที่จะเกิดการล่มสลาย
ซึ่ง..เหล่าบรรดากองทัพ Free Corps ได้เข้ารวมตัวกัน เรียกระดมพรรคพวกที่ Thuringia at Ohrdruf ที่ห่างไปจาก มิวนิคถึง 400 ไมล์
จนได้ครบถึงสองหมื่นคน จึงได้เคลื่อนตัวเข้าสู่เป้าหมาย..
ตลอดทางมาก็มีผู้เข้ามาร่วมด้วยอีกมากมาย รวมทั้ง
FC จาก บาวาเรียที่เข้ามาสมทบด้วย
(หนึ่งในนั้น มี Friez Braun ซึ่งกลายมาเป็นพ่อของ
เอวา บราวน์ ในภายหลัง)

ข่าวการมาของกองทัพเสรีเยอรมัน Free Corps ชุดใหญ่นั้น ได้ทำให้คณะคอมมิวนิสต์ในเมืองมิวนิคตื่นตระหนก
เพราะเริ่มมีการสั่งงานวางแผนรับมือที่แสนไม่เข้าท่าของ Levine ความเห็นเริ่มแตกกระจาย..
Ernst Toller ลาออกจากการเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคเพราะทนความบ้าๆบอๆของ Levine ไม่ได้ ในการที่เขาสั่งจับผู้คนในเมือง
เข้ามาเป็นตัวประกัน..และก่อตั้งหน่วยแดงเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการขั้นรุนแรง

กองทัพ FC สามารถยึดเมือง Dachau คืนได้อย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกัน ก็ได้ข่าวว่า ในกรุงมิวนิค ฝ่ายคอมได้จัดการยิงตัวประกันไปแล้ว กว่าสี่สิบศพอย่างเลือดเย็น..
นั้นแหละ..หน่วย FC ต่างเป็นเดือดเป็นแค้น
จนแผ่นดินแทบลุกเป็นไฟ..จัดการสำเร็จโทษทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างสาสมชนิดที่ว่า คนไหนถูกยิงตายไปก็นับว่าโชคดีสุดๆที่ไม่ต้องถูกทรมาน
และทั้งหมดได้เข้ามาล้อมมิวนิค เพื่อเตรียมจัดการกับเจ้าตัวการ..
ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ครองเมืองอยู่ เคยประกาศเหยง เหยงว่า..นี่คือ a battle to the death นั้น เสียงเริ่มแผ่วลง แผ่วลง

ทางเลือกสุดท้ายของ Levine นั่นก็คือ
สั่งยิงเป้าตัวประกันทั้งหมด
ตัวประกันนับสิบๆคนที่ถูกจับอยู่ที่ โรงเรียน Luitpold (โรงเรียนนี้ มีศิษย์เก่าคนหนึ่ง ชื่อว่า Albert Einstein)นั้นมี
นายทหาร FC สามคน..และ นักข่าวสาวฝ่ายขวาหนึ่งคน ที่ถูกนำตัวไปสังหารเป็นชุดแรก
แต่ชุดต่อไปนั้น สายตรงส่งข่าวมาว่า.. Toller มีคำสั่งให้หยุดยิง..ซึ่งเกิดการขัดแย้งชะงักงันว่าจะฟังคำสั่งใครดี

และทันทีที่กองทัพเยอรมันเสรีที่ล้อมมืองอยู่ได้ยินข่าวการสังหารตัวประกันนี้เข้า..แผ่นดินลุกเป็นไฟอีกแล้ว..
ทั้งหมดบุกเข้าเมืองทันที..เกิดการสู้รบกันครั้งยิ่งใหญ่..ฟ้าเมืองมิวนิคเป็นสีแดงเพลิง จากการเผา เผา และ เผา..
และในที่สุด ก็..เข้ายึดครองกลับคืนมาได้สำเร็จ..
Levine ถูกจับได้ ..โดนซ้อมเสียเละเทะก่อนที่จะโดนจ่อยิงเรซิน..เอ๊ย..ไม่ใช่ กระโหลกน่ะ
ส่วนคนอื่นๆก็เช่นกัน
แต่ Toller นั้น ในฐานะที่ห้ามการสังหารตัวประกันส่วนที่เหลือไว้ได้ โดนแค่ติดคุกห้าปี
(หลังจากออกจากคุก เขาได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และ ฆ่าตัวตายในปี 1939 สาเหตุ unknown)

เยอรมันสามารถกู้สถานะการณ์กลับคืนมาได้ด้วยชัยชนะในการปราบจราจล และขณะที่กำลังเดินมาร์ชไปตามถนนหนทางอยู่นั้น
ผ่านมาทาง..หน่วยกองร้อยที่ฮิตเล่อร์ประจำการอยู่พอดี..
ไม่รู้ว่าใครกันที่มือบอน..บังอาจยิงปืนขึ้นฟ้าต้อนรับ..!!

หน่วย FC ถึงกับกรูเกรียวขึ้นไปลากตัวลงมาทั้งหมด นำตัวเข้ากักขังเพื่อ ขึ้นศาลทหารทันที..
ฮิตเล่อร์ที่เพิ่งกลับเข้ามาในเมือง โดนใส่กุญแจมือกะเขาไปด้วย เข้าข่ายปลาเน่าตัวเดียว
และ..ในช่วงนี้คือช่วงการ"เอาคืน"ของฝ่ายเยอรมัน..
กล่าวคือ เกิดการสอบสวนเอาผิดพวกที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ทั้งหลาย
ในศาลทหาร..เผอิญว่า เหล่านายทหารหลายนายได้รู้จักฮิตเลอร์กันมาบ้างเพราะความเก๋าของความเป็นนักรบแนวหน้า
อีกทั้งเหรียญกล้าหาญนานาชนิดก็รับประกันคุณภาพ..
เขาจึงถูกปล่อยตัวออกมา..
หากแต่..ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะลูกขุนเข้าร่วมทำการตัดสินพิจารณาคดีนาน
เกือบเดือน..
รวมไปถึงการเป็นพยานชี้ตัวคนผิด
(ซึ่งโทษมีอยู่สองชนิดคือ ติดคุก กับ ยิงเป้า)

ซึ่งตรงนี้..ทำให้เขาได้รู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ(ในภายหลังคือ ฐานอำนาจของเขา)ของขบวน
การยุติธรรมมากมาย..
และจากการจุดนี้..ชื่อเสียงเขาเป็นที่รู้จักบ้าง ถึงแม้ว่า ยามเดินเหินในถนน..เขาต้องระวังตัวเหลียวหน้าเหลียว
หลังพอประมาณ
เพราะการที่ทำหน้าที่กล่าวโทษผู้ผิดให้ผิดหนักเข้าไปอีกนี่..อยู่ค่อนข้างยาก
เขาถูกคัดเลือกจากเหล่าซี้ในศาล..ส่งตัวไปเรียนปฏิบัติการจิตวิทยาในด้านประชาสัมพันธ์มวลชน ใน
มหาวิทยาลัยมิวนิค
เพื่อมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง เพราะ ในยามนั้น ลัทธิคอมมิวนิสต์ยังพอมีอำนาจตกค้างอยู่ไม่น้อย


สิ่งที่เขาต้องเรียนนั่นก็คือ ตำราที่กองอยู่สูงท่วมหัว อันกอร์ปไปด้วย..

German History After the Reformation.
Germany from 1870-1900.
Bavaria and the Unity of the Reich.
The Political History of the War.
The Significance of the Army.
German Economic Conditions and the Peace Terms.
State Control of Production.
Price Policies in the Economic System.
Russian and Communist Rule.
Socialism in Theory and Practice.
Foreign Policy.
Correlations Between Domestic and Foreign Policy.*

และที่สำคัญคือ เขาต้องฝึกหนักกับการที่ต้องรู้จักการใช้คำพูดให้คนระดับด้อยการศึกษา(อันเป็นส่วนใหญ่)ให้
เข้าใจในเนื้อหา.และมองเห็นภาพคล้อยตาม
(ซีอีอง ซีอีโอ ไม่ต้องพูดถึง เดี๋ยวคนไม่เข้าใจจะพากันเข้ารกเข้าพงไปปล่าวๆปลี้ๆ)

ดาวของเขาเริ่มฉายแสง..ในชั้นเรียนของ ศาสตราจารย์ Alexander von Muller ที่ได้กล่าวยกย่องถึงพื้นเพของ
ชาวเยอรมันที่มีศักยภาพเหนือชนชาติอื่นๆ (master race) ซึ่งมีนักศึกษาคนหนึ่งยืนขึ้นโต้เถียงความยึดถืออันนี้
ฮิตเลอร์ยกมือขึ้นขออนุญาต..เขาขอเสนอตัวขึ้นโต้วาทีกับเจ้าหมอนั่นอย่างเผ็ดร้อนทันที
ทุกคนนิ่งฟังถ้อยคำที่พรั่งพรู พร้อมด้วยอากัปกิริยาที่เอาจริงเอาจังของฮิตเลอร์ อย่างตะลึงงัน
ใครจะไปรู้ว่า..เจ้าหน้าจืด ที่วันๆไม่เห็นพูดจากับใครจะ"ซ่อนคม" ได้อย่างลึกซึ้งถึงขนาดนี้
และ..นี่เป็นครั้งแรก..ที่ทุกคนได้ยินการต่อต้านและเกลียดยิว ชนิดเข้ากระดูกดำ
แม้กระทั่งตัวอาจารย์..เริ่มคล้อยตามในทุกคำพูดที่ได้ยินได้ฟัง เพราะ มันเป็นความจริงที่หยั่งรากฝังลึกในใจของเยอรมันทุกผู้

ฮิตเลอร์เป็นเพียงผู้กล้า..ที่กล้าขุด..กล้าเพาะ ให้มันออกมาเจริญเติบโต จนคนเริ่มมองเห็นว่า..ผลและดอกของ
มันนั้นน่าเกลียดเพียงใด !!
และการที่เขาสามารถทำได้เช่นนั้น เพราะ ในแคว้นบาวาเรียที่ทุกคนเห็นอยู่ว่ามันได้เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเช่นไร
ตั้งแต่อยู่ในความครอบครองของพรรคคอมมิวนิสต์ อันเต็มไปด้วยนักการเมืองยิวกว่าสามในสี่
และไม่ใช่แค่ในบาวาเรียเท่านั้น แม้แต่พรรคบอลเชวิคที่รัสเซียเอง..ก็เต็มไปด้วยยิว
จนหนังสือ ไทม์ (มีนาคม 1919) ได้เสนอว่า กลไกในการการขับเคลื่อนของบอลเชวิคนั้น มาจากยิวกว่า 75 %
และยังเสนอในข้อความที่ว่า ยิวอาจครองโลกในสักวันหนึ่ง..ซึ่ง ฮิตเลอร์และชาวเยอรมันอื่นๆก็ได้เชื่อเช่นนั้น..

เขาถึงกับจบการสรุปในการโต้วาทีอย่างไม่เกรงใจใครว่า
"ประเทศชาติจะรอดได้ ก็ต้อง ขับโซเวียตและยิวออกไปให้หมดในเร็ววัน"
เสียงตบมือขานรับดังกึกก้อง..!!!

วันหนึ่ง..ร้อยเอก Karl Mayr หัวหน้าโครงการฝึกอบรมได้เข้ามาแวะเยี่ยมเยียน ดูผลของการก้าวหน้า
ศาสตราจารย์ von Muller ถึงกับรีบเข้าไปกระซิบกระซาบบอกความว่า..
รู้ป่าว..ว่าในกลุ่มที่มานี่มีนักพูดฝีปาก
เอกคนหนึ่ง
คาร์ลจึงถามว่าใครกัน..คำตอบที่ได้รับนั่นก็คือ "ฮิตเล่อร์..สิบโทจากกองร้อยไงล่ะ" และยังเรียกให้เข้ามาทำความรู้จัก
(คาร์ล..เล่าว่า) ชายคนนั้น ที่มีนามว่า ฮิตเล่อร์ มีท่าทางขี้อายนิดๆ สุภาพเรียบร้อย สำเนียงเหน่อเล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก..นอกจากรับรู้ว่า..นี่คือ "ดาว"ของทีม
สิ่งที่ตราแน่นในดวงจิตของฮิตเล่อร์(และชาวเยอรมันทุกผู้)..คือ ความโหดร้ายในการสังหารตัวประกันเมืองมิวนิค
ที่ผ่านมาหมาดๆ
ความเกลียดชัง โกรธแค้นยิวนั้นมีสะสมมากในใจของหมู่ชนชั้นกลาง เพียงแต่รอวันที่มันจะปะทุออกมาเท่านั้น..

แต่..เคราะห์ร้ายของเยอรมันไม่ได้หยุดลงแค่นั้น..ไม่มีใครนึกถึงได้ว่าสนธิสัญญากรุงแวร์ซายย์สำหรับผู้แพ้ศึกนั้น
มันจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้..
เพราะ
การแพ้ศึกของเยอรมันนั้น..เป็นการวางอาวุธแต่โดยดี เพราะเกิดจากปัญหาภายในประเทศ ทั้งๆที่ทหารในแนวหน้ายังคงรบพุ่งอย่างสามารถ
ใครๆก็คิดถึงแค่เพียง..ญัตติ 14 ข้อเรียกร้องของ ประธานาธิบดี วิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะเพียงพอ แต่ที่ไหนได้...!!!!

ภายใต้สนธิสัญญาครั้งนี้ เยอรมันต้องรับผิดชอบต่อการเป็นอาชญาสงครามครั้งนี้แต่ผู้เดียว..
นั่นหมายถึง..การริดรอนยุทโธปกรณ์ทุกชนิด ทางด้านกำลังทหารให้เหลือแค่ 100,000 นาย

น่านน้ำ..จะต้องถูกร่วมใช้
ดิน แดนแนวชายแดน ถูกเฉือนไปนับแสนตารางกิโลเมตรให้กับ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส ปรัสเซียต้องถูกแบ่งออกเป็นสองฟากฝั่งเพื่อที่โปแลนด์จะได้มีทางออกสู่ทะเล บอลติก
(เกิดเป็นฉนวนโปแลนด์)
ชาวเยอรมันสามล้านคน..หลุดไปในแคว้นโบฮีเมีย(เชคโกสโลวาเกีย),
อีกหกล้านคน หลุดเข้าไปใน โปแลนด์ เดน
มาร์ค เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส ไม่นับ เจ็ดล้านคนในออสเตรีย
ทั้งหมดคือเลือดเนื้อเยอรมัน สิบหกล้านคน..ที่ต้องพลัดพรากแยกย้ายไปอยู่ในคนละประเทศ.เพราะรอยแนวเฉือน
แถมพอหลุดเข้าไปก็ยังกลายเป็นชนส่วนน้อย หรือที่เรียกว่าประชาชนชั้นสองของประเทศเจ้าบ้านเข้าไปซะอีก
เสียงร่ำไห้ โหยหาดังระงม..

นี่คือกรรม..เฉกเช่นเดียวกับที่เซอร์เบีย(ตอนที่ ออสเตรียเขาไปแบ่งบอสเนีย)ได้รับ..จนเป็นที่มาของการลอบปลง..
ของ Franz Ferdinand ดังที่เล่ามาแล้ว

วันเซ็นสัญญา..หลังจากที่ได้อ่านจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว..รมต.ต่างประเทศของเยอรมัน ไม่ยอมเซ็น
เพราะรับไม่ได้
และพยายามต่อรองอย่างสุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่ได้ผลใดๆ
รัฐมนตรีชุดใหม่ชุดนั้นในคณะของประธานาธิบดี Ebert ลาออก..(เพราะคงไม่อยากให้ลูกหลานด่าเอามัง?)
แม้แต่..ประธานาธิบดีวิลสันแห่งอเมริกา ยังพูดกับ Herbert Hoover ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไป ว่า
"เป็นผม ผมก็ไม่เซ็น"
พอสัญญาไม่ยอมเซ็น กลุ่มพันธมิตรโดยเฉพาะ ฝรั่งเศสก็ประกาศกร้าวมาทันทีว่า..จะบุกกรุงเบอร์ลิน และเข้า
ยึดครองซะให้สิ้นเรื่อง
ฝ่ายนายทหารเยอรมันระดับสูง..ก็ฮึดฮัด เอาวะ..เป็นไงเป็นกัน จะรบกันต่อก็ยังได้..
แต่..ในที่สุด Hindenburg และเหล่าขุนพลใหญ่ ก็..ตัดปัญหาไปโดยส่งคณะตัวแทนคนอื่นไปเซ็นๆซะให้เป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางความอาดูรของประชาชนทั้งประเทศ..

ที่พอสรุปได้ว่า..เยอรมัน..ต้องเป็นหนี้กว่า
40 % ของมูลค่าของทั้งประเทศ,
สูญเสีย3/4 ของทรัพยากรแร่,
1/3 ของถ่านหิน,1/8 ของอุตสาหกรรม,1/8 ของดินแดน,1/10 คือประชาชน,
อีกทั้ง..ทรัพย์สินทั้งอสังหาและสังหา ของชาวเยอรมันที่อยู่นอกประเทศจะต้องถูกริบหมด(เคยเล่าแล้วในเรื่อง ไวน์ ไวน์)

ในกลุ่มนักพูดปลุกระดมที่ผ่านคอร์สการเทรนทั้งสิ้นมีด้วยกัน 23 คนรวมฮิตเล่อร์ ภายใต้การนำของหัวหน้าทีม
คือ Capt. Karl Mayr เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมออกปฏิบัติการ

การซ้อมฝีปากในระยะแรกๆนั้น..คือการไปพูดตามค่ายทหารต่างๆ (ที่มักถูกต้อนมาฟัง)
ญัตติในการบรรยายมักเป็นหัวข้อประมาณว่า "สงครามครั้งนี้ เป็นความผิดของใคร" อะไรเทือกนี้
และทุกครั้งที่มีการปราศัยเยี่ยงนี้ ฮิตเล่อร์สามารถเรียกผู้คนให้เข้ามาฟังได้มาก สมดังกับที่เป็นดาว..
และเขาเริ่มตีหนัก..ในข้อคับแค้นของประเทศที่เขาเรียกว่า Beggar Nation อันสืบเนื่องมาจากผลของจากสนธิสัญญาแวร์ซายย์
และการพูดทุกครั้งนั้น เขาไม่เคยละเว้นในการจิกตีพวกยิว..และยกย่องสายเลือดเยอรมัน
จนบางครั้งออกจะผิดหูของคนบางคน ถึงกับต้องสะกิด
Karl Mayr และกระซิบบอกว่า
"จับตาดูๆมันหน่อยนะ ไอ้หมอนี่มันพูดอะไรแปลกๆว่ะ"
ในที่สุด ผู้กอง Karl จึงให้ฮิตเล่อร์เขียนรายงานเรื่องชาตินิยมมาให้ดูกันหน่อย..
และเขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่ข้อรายงานนั้น
เต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่มีต่อยิว..อย่างมากมาย

(หมายเหตุ ..เพราะหลังจากสงคราม ยิวระดับปริญญาทั้งหลายได้เข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตมากมาย ถึงกับร่างกฎหมายออกมาใหม่ คือ ยกเลิกกฎข้อห้ามจำกัดสิทธิต่างๆที่ชาวยิวเคยได้รับ..ทั้งในด้านการค้าและ การเมือง มี
ศักดิ์และสิทธิเทียบเท่ากับพลเมืองเยอรมันในทุกประการ)

เพราะว่าในสามเดือนหลังจากที่สัญญาทาสได้ถูกลงนามแล้วนั้น เยอรมันมีเวลาสามเดือนที่ต้องลดขนาดของกำลังพลให้มาอยู่ที่สองแสน (ในขั้นแรก)
แต่สถานะการณ์บ้านเมืองเรื่องของการจราจลและความขัดแย้งยังมีอยู่มากมาย
รัฐบาลจึงต้องเลี้ยงพวก"ทหารไร้ยศ"เอาไว้เป็นฐานกำลัง
ฮิตเล่อร์จึงต้องไปพูดปลุกขวัญกำลังใจพวกทหารเหล่านี้ ซึ่งเขาเขียนไว้ใน Mein Kampf ว่า..
"เขาได้พูดทุกอย่างออกมาจากใจ และด้วยความรักชาติอย่างแท้จริง" สิ่งที่เขาไประบายออกไปสู่เพื่อนร่วมชตา
กรรมนั้น คือ
ความที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสัญญาทาส และที่สำคัญคือ.ความหวังในการกอบกู้ประเทศชาติให้กลับมาเป็น
ใหญ่อีกครั้ง..

จนในวันที่ 12 พฤศจิกายน เขาได้มีโอกาสไปร่วมฟังการอภิปรายในพรรคเล็กๆพรรคหนึ่ง ชื่อว่า..German Workers's Party
ซึ่งหลังจากสงครามกลางเมืองมานั้น..รัฐบาลให้โอกาสกับประชาชนที่จะจัดตั้งพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อการพบปะ
หารือกันตามชอบใจ
รวมไปถึงข้าราชการอย่างฮิตเล่อร์ด้วย ที่การพบปะหารือส่วนใหญ่นี้ มักจัดกันตามร้านกาแฟบ้าง ร้านเบียร์ บ้าง..

คราวนี้ฮิตเล่อร์แต่งตัวซะหล่อในสูทสีน้ำเงิน(ตัวเก่ง) และได้ไปปรากฎตังที่..Sternecker Brewery
(ตอนนั้นการพบปะแบบนี้กำลังเป็นที่นิยม เรียกว่า Biertischpolitik = Beer-table politics]
วันนั้น..ผู้นำการอภิปรายคือ Deitrich Eckart นักเขียน(ขวาจัด)ที่ค่อนข้างมีชื่อ และคนที่เขารู้จักอีกคนหนึ่งคือ
Gottfried Feder(Anti-Capitalist) น้องเมียของ ศาสตราจารย์ von Muller
ผู้ฟังที่มาร่วมนั้นมีแค่ ไม่ถึงยี่สิบคน ต่างสาขาวิชาชีพกันมา
Eckart พูดอยู่คนเดียวร่วมสองชั่วโมง..ซึ่งฮิตเล่อร์เห็นว่า น่าเบื่อ น้ำท่วมทุ่ง..
แต่ก็ต้องทนฟังจนจบ เพราะ ต้องกลับไปทำรายงานส่งหน่วย..
แต่ก่อนกลับก็ต้องเอาซะหน่อย..
เขาลุกขึ้นยืนแนะนำตัวเอง..แล้ว กล่าวถึงนโยบายในการเป็นไปได้ที่จะรวบรวม
เยอรมันเข้าเป็นปึกแผ่นดังเดิม
ด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ น้ำเสียงเร้าใจ..ท่าทีเอาจริงเอาจัง..
สะกดให้ทุกคนเงียบงัน..ระคนทึ่ง


จนรองหัวหน้าพรรค คือ Anton Drexler หัวหน้าหน่วยเทศบาลมิวนิค ถึงกับเข้ามาแสดงความยินดี และ..ขอร้องให้เข้ามาร่วมพรรค
ซึ่งเขาขอเวลาศึกษานโยบายดูก่อน ก่อนที่จะลาจากพร้อมกับเอกสารของพรรคปึกใหญ่ในมือ
(เห็นป๊าวว..ปากเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง)

และหลังจากที่เขามาอ่านดูในนโยบายนั้น..มันใช่เลย..ใช่ทุกอย่างในความคิดของเขาที่มี
นั่นคือ การรวบรวมประชาชนชั้นกรรมกร ทหารผู้น้อย ชนชั้นล่าง ให้เข้ามาหากัน
ดึงพวกเขาให้ออกมาจากการเชื่อถือใน
มาร์คซิสต์ โดยการเป็นสังคมนิยมอย่างเยอรมันแบบเต็มฉบับ

อันเป็นปฏิรูปใหม่ ที่ ผู้ค้า..ผู้ปลูกและผู้ผลิต ต้องดำเนินการร่วมกัน
เขาจึงตกลงใจในการเข้าร่วมพรรคกับ Drexler
แต่เหตุผลจริงๆแล้ว..ความสามารถในการพูดปลุกระดมของเขานั้น น่าจะไปร่วมพรรคใหญ่ๆได้ หากแต่..เขาเอง
ที่รู้ดีว่า ในสภาพของ"การด้อยศึกษา"ของเขานั้น จะไปไหนไม่ได้ไกล
จากประสบการณ์ที่ได้รับมา คือ เขาเคยไปพูดในพรรคที่มีชื่อเสียง
หากแต่..พบว่า ระหว่างที่เขากำลังพูดนั้น พวกบรรดา ปัญญาชน หรือพวกที่เรียกตัวเองว่า
อินเทเลคฌ่วล ต่าง
พากับเดินออกไป หรือถ้านั่งอยู่ ก็ไม่ได้สนใจฟังแต่อย่างใด..

ซึ่ง ในจุดนี้..เขามักถามแกมท้าทายตัวเองว่า..ระหว่าง การศึกษากับคุณภาพ นั้นอย่างไหนจะไปได้ไกลกว่ากัน
พวกปัญญาชน มักยึดถือ ยึดมั่น กับความรู้ที่เรียกว่า necessary knowledge ที่ทางสถาบันยัดเยียดใส่มาให้ในสมอง
ซึ่งเขาเหล่านั้น ชอบตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของตัวเองในด้านประกาศนียบัตรแห่งวิชาที่ได้รับ..โดยการที่ดูถูกคนอื่นที่ด้อยกว่า

หากแต่ เขาเชื่อว่า คนเหล่านั้นจะไม่มีวันถามตัวเองเป็นเด็ดขาด ว่า..แล้วเอาวิชาที่มีมาทำอะไรให้งอกเงยได้บ้างล่ะ..?
เพราะ..น้อยคนนักที่จะหาคำตอบให้กับตัวเองได้

(สาบานว่าไม่ได้เขียนเองนะ..ใน Mein Kampf เขาใช้คำว่า stupidity and pride จริงๆ)

เพียงไม่นานของการร่วมทีม ฮิตเล่อร์ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อความเจริญเติบโตของพรรค จากเพียงจำนวนสิบ
มาเป็นจำนวนร้อยๆ
และจากการอภิปรายเดือนละสองครั้ง มาเป็น รายอาทิตย์
จากนั้นก็มีการเดินสายไปยังนานาทิศ
ที่ เมือง Dachau นั้น มีคนเข้ามาร่วมฟังนับจำนวนร้อยๆ จากนั้นต่อมา..ตำแหน่งในพรรคของฮิตเล่อร์ก็เขยิบขึ้นไปเรื่อยๆจนขึ้นมา เป็นรองหัวหน้าพรรค คงความสำคัญต่อจากหัวหน้า คือ Drexler แต่ผู้เดียว

และต่อมาในต้นปี 1920 พรรค แรงงานของเขาได้มีสมาชิกพรรคถึง 190 คน (หมายถึงสมาชิกที่ส่งเงินสนับสนุนรายเดือนในอัตราคนละครึ่งมาร์ค)
แต่คราวนี้มันมีปัญหา นั่นก็คือ สถานภาพของสมาชิกที่ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและทหาร
กรรมกรจริงๆมีเพียงไม่กี่คน นับว่าเป็นส่วนน้อยมาก ..
สาเหตุ ที่มีทหารเข้ามาร่วมมากเพราะ ตอนนี้ เขามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งที่มีความคิดที่เหมือนกันราวกับแกะ แต่คนนี้ติดจะบ้าระห่ำไปเสียหน่อย
เขาคือ Captain Ernst Rohm ผู้ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน บนในหน้าของเขานั้นสังเกตง่ายๆ ว่าใช่สำเนาจริง นั่นคือ จมูกด้านบนหายไป แก้มมีรอยกระสุนผ่าน
และ...เขาไม่เคยปิดบังว่าเขาเป็นเกย์

Ernst พาฮิตเลอร์เข้าไปให้รู้จักกับผู้ใหญ่ในสายกองทัพอีกมากหน้าหลายตา ซึ่งฮิตเลอร์ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้
ต่อการปราศัยที่ค่อนข้างดุเดือดของเขาที่ Hofbrauhaus ในเดือนกุมภาพันธ์ 1920 ที่นั่นมีคนมาชุมนุมกว่าสี่ร้อย
คน..ครึ่งในนั้น คือกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์
และวันนั้นเป็นวันที่ฮิตเล่อร์ต้องเปิดปราศรัยถึงนโยบาย 25 ข้อที่เขาได้เตรียมไว้
นั่นคือ
รวบรวม ชาวเยอรมันที่กระจัดกระจายให้มารวมอยู่ด้วยกัน, ยกเลิกสัญญาทาสแวร์ซายย์, จัดตั้งกองทัพประชาชน, ไม่ปราณีต่อศัตรู, เพิ่มค่าแรงกรรมกร, จัดการกับพวกเซ็งลี้ของสงคราม, จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้ทั่วถึง,
อุตสาหกรรมโรงงานต้องมีการปันกำไรต่อคนงาน, ปรับอัตราเช่าแก่ร้านค้าขนาดเล็กใหญ่ให้มีราคาย่อมเยา,
คนแก่ได้รับสวัสดิการเต็มที่, และ ที่สำคัญ คือ ยึดสิทธิต่างๆคืนมาจากพวกยิวให้หมด โดยถือเป็นชาวต่างชาติ ไม่มี
สิทธิในการทำกินใดๆในประเทศ,เนรเทศยิวในเขตที่มีประชากรหนาแน่น, และยิวที่เข้าเมืองหลังจากวันที่ 2
สิงหาคม 1914 มีโทษเนรเทศสถานเดียว..
(ถ้าไปได้ยินอะไรเทือกนี้จากรัฐบาลไหนๆ ก็ขอให้รู้ว่าไม่ใช่ของใหม่ที่คิดกันได้เองนะเคอะ)

สิ้น เสียงประกาศนโยบาย แก้วเบียร์ลอยละลิ่ว..จากนั้นก็มีการทุบตีกันพอสมควร หากแต่ ทหารในหน่วยคอมมานโดที่ Ernst จัดมาให้ดูแลนั้นเข้าคุมสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อย

ฉะนั้น..เขาควรเข้าไปเจาะ...ในกลุ่มของชนชั้นกลางที่เข้าข่ายปัญญาชน..และ เขาได้เคยจำกัดความไว้ว่า...
พวกอินเทลเลคฌ่วลเหล่านี้ คือปัญหาสำคัญ เพราะชนพวกนี้ มีแต่ " โง่แล้วอวดฉลาด"
ที่ไม่เคยพาชีวิตให้พบกับ
ความ แปลกใหม่ในเชิงสร้างสรร ถนัดอยู่แต่การย่ำอยู่กับที่ และ วันวันรอรับมรดก ส่วนอะไรที่เคยทำอยู่สามสิบ สี่สิบปีก่อน ก็ยังคงทำอยู่เช่นนั้น
แถม..นับวันมีแต่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมาร์คซิสต์เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆอีกต่างหาก..
อีกทั้งกองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด..พรรคการเมืองก็ต้องมีทุนอุดหนุนฉันนั้น
เสนาธิการในด้านปรับปรุงตัวใหม่เพื่อเข้าสู่วงจรของผู้มีอันจะกินของฮิตเล่อร์ คือ Dietrich Eckart นักเขียนผู้กว้างขวางนั่นเอง..

ทั้งสองมีอุดมการณ์ที่คล้ายคลึงกัน หากแต่ ในวุฒิปัญญา และ วุฒิภาวะ นั้น Eckart มีเพียบพร้อม เพราะเขาแก่กว่าฮิตเล่อร์ร่วม ยี่สิบปี
ในยามนั้นเขาอายุได้ 51 ฮิตเล่อร์เพียง สามสิบกว่าๆ
และ Eckart คนนี้นีแหละ ที่เคยจำกัดความคุณสมบัติของตัวผู้นำพรรคไว้ว่า..ต้องเป็นคนธรรมดาสามัญที่กล้า
หาญ ไม่กลัวเสียงปืน..
ไม่ตื่นตูมต่อสถานะกาณ์คับขัน..ฝีปากกล้า..มุ่งมั่นต่ออุดมการ และ ที่สำคัญสุด คือ
ต้องเป็นโสด..
และเขาหยอดท้ายไว้ว่า..แล้วพวกผู้หญิงก็จะตามมาเอง..!!

ขั้นแรกเขาได้ปรับปรุงการแต่งกายของ
ฮิตเล่อร์เสียใหม่ ให้รู้จักใส่เสื้อโค๊ตตัวยาว ปรับภาษาที่ใช้ให้ถูกต้อง พาไป
นั่งทานอาหารในที่หรูๆเพื่อพบปะกับบุคคลต่างๆ
พร้อมทั้งแนะนำว่า
นี่แหละ คือผู้นำของชาติในอนาคต
ในบางปาร์ตีไฮโซที่เขาได้ย่างเท้าเข้าไป..เรียกว่าถึงขนาดต้อง"ตาลุก" กลับเอามาเขียนบันทึกไว้ว่า
"พนักงานใส่เครื่องแบบที่แสนโก้เก๋ จนชุดสูทสีน้ำเงิน(ตัวเก่ง)ของเขานั้นหมองไปถนัดใจ..ไม่นับห้องน้ำที่ปรับน้ำอุ่นได้ด้วย"
ฮิตเล่อร์ได้รู้จักใช้ถ้อยคำให้เหมาะควรแก่บรรดาหูของไฮโซ เช่นว่า ไม่มีการเรียกชนชั้นล่างว่า กรรมกรหรือคนจน
โดยเด็ดขาด
หากแต่จะเป็นผู้ที่ด้อยโอกาส และสำหรับฝ่ายที่ตรงกันข้าม เขาจะใช้ว่า..ผู้ที่มีการศึกษาหรือคุณภาพบุคคลแทน
พวกผู้ชายต่างก็ศรัทธาในความเป็นนักพูดของเขา..
พวกผู้หญิงต่างก็เห็นขันและเอ็นดูในตัวเขา เรียกเขาว่า..
ตาเปิ่นที่น่ารัก {Charmingly clumsy}

และ ในเดือน กุมภาพันธ์ เขาและ Drexler เห็นพ้องต้องกันว่า เดินมาถูกทางแล้ว..จึงจัดการเปลี่ยนชื่อพรรคเสีย
ใหม่ว่า..
Germam NAtionalsoZialist Party {NAZI}
จาก นั้นเดือนหนึ่งต่อมาคือวันที่ 31 มีนาคม 1920 คือวันที่เขาพ้นจากการเป็นทหาร และได้รับเบี้ยบำนาญเดือนละ 50 มาร์คเพื่อประทังชีพของการเป็นพลเรือนในต่อไป..!!

เขาย้ายไปเช่าห้องอยู่ที่ตึกในย่านชนชั้น
Med-Low บนถนนที่ชื่อว่า..Thiersch Strasse เป็นตึกห้าชั้น โดยที่เขา
เลือกห้องเล็กๆทางด้านหลังของชั้นสอง
สภาพในห้องนั้นกว้างยาวแค่ แปดฟุตคูณสิบห้า..พื้นปูด้วยกระเบื้องยางเก่าๆ มีพรมชิ้นวางให้เป็นเฉพาะจุด
เตียงตั้งอยู่มุมห้อง โต๊ะเขียนหนังสือ หิ้งชั้นวางของ
เท่านี้ก็แทบเต็มห้อง..สิ่งทีมีค่าสิ่งเดียวที่เขาแขวนไว้บนฝาผนัง นั่นก็คือ รูปของ Klara แม่ที่สุดรักสุดบูชา อันเป็น
ฝีมือวาดของเขาเอง

ภายในตึก..เจ้าของจะจัดห้องโถงข้างล่างเพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้เป็นที่พบปะสังสรร นั่งคุยกันตามประสาคนบ้านเดียว
กัน(เป็นเรื่องปรกติในเยอรมัน) และมุมห้องมีเปียนโนวางไว้ให้ตามแต่พอใจ ฮิตเล่อร์มักใช้เวลาว่างตรงนี้ กับการบรรเลงเพลงของ
วาคเนอร์หรือไม่ก็ เวอร์ดิ
จากปากคำของเจ้าของตึกที่ว่า..เขาก็เป็นคนปรกติ นิสัยดี ทักทายกันเสมอๆ จ่ายค่าเช่าตรงเวลาทุกครั้งต่างหาก !!
เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถึง สิบปี..
และสิ่งเดียวที่ได้มีเปลี่ยนแปลงหรือขยับขยาย นั่นก็คือ การเช่าห้องที่ติดกันต่อเติมเพิ่มขึ้นมาอีกห้องหนึ่งในภายหลัง

โชคเป็นของพรรคนาซี(ใหม่ๆหมาดๆ)
เพราะ ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา รัฐบาล weimar (สาย Nationalist and
People’s Party)ได้คะแนนเสียงถล่มทลาย อยู่ต่อไปอีกสิบสองปี
ฮิตเล่อร์ยังคงออกปราศรัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการหยั่งเสียงและการที่จะมีโอกาสกวาดต้อนสมาชิกเข้าพรรค
และ โชคก็ช่วยส่งเสริมอีกนั่นแหละ เพราะหนังสือพิมพ์ดังๆหลายฉบับในยุโรปได้แฉเอกสารลับที่ยิวระดับผู้นำใน ประเทศต่างๆ ที่มาประชุมกันพบปะหารือกันในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 1897 ชื่อว่า
The Protocols of the Wise Men of Zion ซึ่งเนื้อหาคือแผนการครองโลกในวิธีการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางการเมือง หรือ ทางยุทธวิธี
ศาสนาอื่นๆจะต้องถูกลบล้าง,รัฐบาลจะต้องถูกถอดถอน,
ในเดือน พฤษภาคมของปี 1920
ลอนดอน ไทม์ได้ลงข่าวนี้อย่างเอาจริงเอาจัง แถมกระจายข่าวไปยัง อีก 16
ประเทศ ภาษาใครภาษามัน

แม้ แต่ในอเมริกา Henry Ford ได้นำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของเขา The Dearborn Independent และยังขยายข้อความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในหนังสือของเขา คือ
The International Jew: The World Foremost Problem หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ขายกว่าสามล้านเล่ม เนื้อหาก็ไม่พ้นไปจากของฮิตเล่อร์สักเท่าไหร่นัก
ซึ่งเข้าทางนาซีเขาเลยเชียว....ฮิตเล่อร์ใช้ข้อความดังว่าสนับสนุนนโยบายของเขาทันที

ทีนี้ฮิตเล่อร์เริ่มอ่อนเสียงในการตีลัทธิ
มาร์คซิสต์ กล่าวคือ พักไว้ก่อน แต่หันมาเล่นงานพวกยิวล้วนๆ เพราะตอนนี้
เสียงประชาชนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจ
และต่างก็เริ่มมองเห็นมหันตภัยมืดที่กำลังก้าวเข้ามา ตามที่หนังสือพิมพ์ได้ว่าไว้
แต่ขณะนั้น พรรคนาซี ก็ยังคงกรอบเป็นข้าวเกรียบ เพราะไหนจะค่าเช่าสำนักงานพรรค
ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าหอประชุมในยามอภิปราย..ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้เงินมากกว่า 700 มาร์ค
รายได้ก็มาจากสมาชิกที่แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนรายได้เสริม นั่นก็คือการเก็บค่าเข้าฟังคนละหนึ่งมาร์ค

เจ้ามือใหญ่ หรือนายทุน ก็หนีไม่พ้น Eckart (ผู้ซึ่ง ฮิตเล่อร์ระลึกถึงบุญคุณเสมอ)
และตัว Eckart เองก็ได้รับการสนับสนุนมาจากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในมิวนิคที่เกลียดคอมมิวนิสต์
หลายต่อหลายกลุ่มทั้งระดับยักษ์และระดับย่อย
ในช่วงฤดูร้อน..ฮิตเล่อร์เลือกใช้เครื่องหมายสวัดิกะเป็นสัญลักษณ์ของพรรคโดยออกแบบ เครื่องหมายด้วยตัว
เอง..ด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือ ต้องการจะข่มเครื่องหมายฆ้อนของพรรคคอมมิวนิสต์

ขนาดที่เขาทุ่มเทสารพัดให้กับพรรค
แต่ชาวมิวนิคส่วนใหญ่ก็ยังแทบไม่รู้จักเขาเลย
เพราะประชาชนคนฟังมักมองเห็นเขาเป็นไก่รองบ่อนอยู่ร่ำไป เพราะ บุคลิกของเขา
มันช่างไม่ต่างอะไรกับ บริกรคนเสริฟในร้านอาหาร หรือไม่ก็ เสมียนตามห้าง

ในเดือน สิงหาคม เขาและ Drexler ได้เดินทางไปปราศรัยระดับผู้นำที่เมือง Salzburg, Austria
ฮิตเล่อร์ถูกทรีตราวกับเป็นเด็กทดลองงาน ในการถ่ายรูปผู้นำกลุ่มทั้ง 21 คนนั้น
ไม่มีรูปเขาแต่อย่างใด แต่ตัวของ Drexler นั้นนั่งกลางอยู่แถวหน้าเฉยเลย
ระยะทางขากลับในรถไฟ..มิตรภาพระหว่างเขาทั้งสองก็ ค่อยๆจางหายไป..!

กลับ มาถึงมิวนิค ฮิตเล่อร์เริ่มเปิดเผยตัวมากขึ้น..โดยเฉพาะสมาชิกระดับบิ๊กๆ นอกเหนือไปจากที่จะเกาะติดอยู่กับ Eckart เพียงคนเดียวอย่างแต่ก่อน

เพื่อนใหม่ของเขา ก็คือ ชายวัย 26 ปี ชื่อว่า Rudolf Hess ซึ่งเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริง..
Hess เป็นลูกของผู้มีอันจะกิน ทำธุรกิจระดับอินเตอร์ เป็นนักเรียนนอก คือ เรียนมัธยมที่อียิปต์ และสวิส เคยเป็นทหารในสงคราม(โลกครั้งที่ 1) จนได้ยศถึงร้อยโท หากแต่ ได้รับบาดเจ็บจึงรักษาจนสงครามเลิก
แล้วเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมิวนิค ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานเป็นเซลส์แมนขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ไปด้วย
เพราะสมบัติในต่างประเทศถูกยึดหมด ตามสนธิสัญญาแวร์ซายย์
เขามีอุดมการณ์เดียวกันกับฮิตเล่อร์เปี๊ยบ เพราะทันทีที่ได้ฟังปราศรัย เขาเข้าแนะนำตัวเอง
ขอร่วมในพรรคด้วยอย่างเต็มใจ
และเขาทั้งสองได้สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว..ฮิตเล่อร์เรียกเขาด้วยชื่อเล่นว่า Rudi !!

วงจรในของพรรค ข่าวสารทางทหารนั้น จะถูกกรองมาโดย Rohm และ..ฮิตเล่อร์ได้เรียกเพื่อนเก่าๆที่เคยร่วมเป็น
ร่วมตายจากแนวหน้ามาเสริมกำลังด้วย
นั่นก็คือ สิบเอก Max Amann ที่ออกมาจากราชการเพราะเสียแขนไปหนึ่งข้างในการสู้รบ
เขาอ่อนกว่าฮิตเล่อร์สองปี และ เคยมีประสบการณ์ในการทำงานธนาคารมาบ้าง
ฮิตเล่อร์จึงให้เขามาทำในตำแหน่ง การเงินของพรรค และส่วนตัวด้วย
(และ นายแมค คนนี้แหละ ที่ทำให้ฮิตเล่อร์เป็นมหาเศรษฐี จากการพิมพ์หนังสือชีวประวัติตัวเอง Mein Kampf ออกมาขาย)

ในยามนั้น สิ่งรื่นเริงบันเทิงใจของชาวพรรค
นาซี นั่นก็คือการดูหนัง(เงียบ)ดูละคร
ฮิตเล่อร์ชอบหนังอเมริกัน..โดยเฉพาะดาราเด่นในยุคนั้น Charles Chaplin อีกทั้งสัญลักษณ์
หนวดจิ๋ม นั่นก็เหมือนกัน แถมยังเกิดใกล้ๆกันซะอีก ( April 16 1889) แก่กว่าฮิตเล่อร์ 4 วัน
เหล่าบรรดาผู้หวังดีก็แนะนำให้เขาเปลี่ยนทรงการไว้หนวดซะ เพราะ การที่ว่าที่ผู้นำพรรคจะไปเหมือนตัวตลก
อย่างชาลีนั้น..มันจะไม่สมควร
แต่ฮิตเล่อร์กลับเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ...เหลวไหลไม่เข้าเรื่อง

หลังจากการดูหนังดูละคร เขาและพรรคพวกมักพากันไปกินข้าวต้ม..เอ๊ยไม่ใช่ ไปคาเฟ่บ้าง
หรือโรงเบียร์บ้าง เพื่อพบปะผู้คน โดยเฉพาะสาวๆมักชายตาให้
สาวๆโดยเฉพาะสาวระดับลูกผู้ดีทั้งหลาย ที่ถูกสั่งสอนมาให้หาคู่ตามความเหมาะสมกับหน้าตาและฐานะ
และ..ใครเล่าจะเหมาะสมไปกว่านักการเมืองหนุ่มโสด อนาคตใสอย่างฮิตเล่อร์
ซึ่ง..ตัวเขาเอง..มักอ่อนหวานเสมอกับผู้หญิงเหล่านั้น..หากแต่..เขาเคยพูดไว้ว่า
เขาไม่ค่อยนิยมผู้หญิงที่คล่องสังคม รู้มาก ถ้าเขาจะเลือกคู่ควงออกไปดินเนอร์สักคน
เขาจะเลือก ผู้หญิงเสมียนธรรมดาๆ หรือไม่ก็ สาวขายของตามห้าง..
(อย่างเอวา บราวน์ที่เป็นแฟนลับๆของเขาตั้งแต่ ปี 1931 จนมาเป็นที่รู้จักก็จนปี 1937 นี่แหละ)
คำจำกัดความของผู้หญิงของเขา นั่นก็คือ “ Weich,Suss und Dumm” หมายถึง
อ่อนโยน, อ่อนหวาน แล้ว ต้องไม่ฉลาด...!!

เขาเองก็รู้ดีว่าจะไปหาสาวๆเหล่านี้ที่ไหน เพราะ เขาชอบคบเพื่อนระดับล่างอย่าง
Ulrich Graf เสมียนเทศบาล
Christian Weber ที่มีอาชีพเป็นคนเฝ้าหน้าบาร์ หรือ
Emil Maurice อดีตทหารใน
กลุ่ม Free Corps ทำงานเป็นช่างซ่อมนาฬิกา
โดยเฉพาะ Emil นั้น..เขาและฮิตเล่อร์มักพากันท่องราตรี เจ๊าะแจ๊ะกับสาวๆเสมอๆ
(Emil เล่าว่า) ยามที่ฮิตเล่อร์ชอบใจใครนั้น..เขามักส่ง การ์ดหวานๆ ขนม หรือดอกไม้ ไปกำนัลเสมอๆ แต่ไม่ยอม
จริงจังกับใครทั้งสิ้น เขาว่า..
ส่วนเสียของการแต่งงานนั้น คือการถือสิทธิ...ฉะนั้น มีอีหนูจะดีกว่า ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ"ค่าของของกำนัล" เท่านั้น
และเขามักต่อด้วยประโยคว่า
"ความรักอันยิ่งใหญ่นั้นคือการรักชาติ" (ซึ่งมันคือ ประโยคหนึ่งในเนื้อเพลง Rienzi ของ
วาคเน่อร์)

ฮิตเล่อร์เริ่มออกไปฟังการปราศรัยของพรรคอื่นๆในบางโอกาสโดยการปลอมตัว ติดหนวดแพะบ้าง แว่นตาบ้าง..
และเขาเริ่มเห็นความสำคัญในการพูดแบบมีอารมณ์ร่วม จากการไปฟังการอภิปรายของ
พรรค Nationalist พรรคหนึ่ง ที่จัดในหอประชุมโอ่โถง ที่มีศาสตราจารย์นั่งบนแท่นอภิปรายเรียงกันอยู่สามคน
คนหนึ่งใส่แว่นข้างซ้าย คนหนึ่งใส่ข้างขวา อีกคนหนึ่งไม่ใส่
ทั้งสามแต่งตัวเหมือนๆกัน..
ตัวเขาเอง..รู้สึกอึดอัดในการที่จะต้องมานั่งฟัง เพราะมันช่างเหมือนกับการไปนั่งรอคำพิพากษาจากศาลสถิตยุติธรรม
และศาสตราจารย์สามคนนั่นก็ผลัดกันอ่าน และอ่าน และอ่าน..กระดาษที่อยู่ตรงหน้า
ทันทีที่จบ ก็มีการบรรเลงเพลงชาติที่ผู้คนแทบจะรอวิ่งออกมาแทบไม่ไหว..
มันช่างน่าเบื่ออะไรเช่นนั้น..

มาถึงตอนนี้เขาเริ่มดีใจที่เขาไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายพอที่จะสร้างสรรคำพูดจน
คนธรรมดาสามัญฟังยาก เข้าใจในเนื้อหาลำบาก และบัดนี้เขาได้ถ่องแท้ว่า
ผู้คนไม่ต้องการฟัง "เหตุผล" มากไปกว่า "ความจริง"
เขาเคยถามแม่บ้านคนหนึ่งว่า..
"คุณใช้ยาสีฟันยี่ห้อนั้นเพราะอะไร?"
"เพราะ ชั้นชอบ" นี่คือคำตอบ..แต่เขาแย้งว่า
ไม่ใช่หรอก คุณใช้มัน เพราะว่าคุณเห็นชื่อของมันตามหนังสือพิมพ์ ตามโรงหนัง
ตามนิตยสาร จนชินตาชินใจยังไงล่ะ
และ..ในการเมืองก็เช่นกัน ที่ต้องตอกย้ำกันอยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด มันก็จะกลายมาเป็นความเชื่อถือ
และนี่คือที่มาของ คำว่า Propaganda !!!

แล้วโอกาสที่(เกือบ)จะเป็นใหญ่เป็นโตของฮิตเล่อร์ก็มาถึง..ขณะที่เขากับ Eckart กำลังนั่งคุยกันในร้านกาแฟอยู่นั้น
ผู้ กอง Rohm ก็ได้ส่งข่าวมาว่า..ให้ทั้งคู่เตรียมตัวไปเบอร์ลินด่วน..เนื่องจาก นายพล Walter von Luttwitz แห่งกองทัพปลดแอกเสรี Free Corps เกิดโมโหโกรธาที่รัฐบาล ไวมาร์ ของ Ebert ได้บังอาจสั่งปลดพวกกู้ชาติพวกนี้
ออกจากการประจำการ... เข้าข่ายใช้เสร็จก็ถีบหัวส่งเชียว..
ฉะนั้น อย่าเป็นมันเลยรัฐบง รัฐบาล..ว่าแล้วก็ยกทัพเข้าลุยเบอร์ลินซะให้ราบ..
Rohm จึงรับจัดการส่งเครื่องบินเล็กไปรับ
ฮิตเล่อร์และเอคการ์ท ให้มาโดยด่วน มาเตรียมรอได้เลย..เพราะ
อาจมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ฮิตเล่อร์ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อน ครั้งนี้คือครั้งแรก..แถมนักบินก็คือเรืออากาศโทหนุ่มน้อย ฝีมือดีพอใช้ หากแต่อากาศไม่เป็นใจ
เลยโคลงเคลงมาตลอดทาง..
ผลคือ ฮิตเล่อร์อ้วกแตกอ้วกแตน..
เขาสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ขึ้นเครื่องบินอีก... ถ้าไม่จำเป็น

พอมาถึงสนามบินได้..ปรากฏว่าเกิดการสไตร์คไปทั่ว
เขาและเอคการ์ทต้องรีบปลอมตัวเป็นนักธุรกิจเพื่อหลบสายตาหมู่คอมมิวนิสต์ที่มาผสมโรงตามดูแห่

ผล การปฏิวัติครั้งนั้น..ไม่ได้มีการยิงกันสักปุ..ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น นายพล Walter von Luttwitz แต่งตั้ง นาย Kapp เป็นรัฐมนตรี
เตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่
แต่..รัฐบาลของ Ebert ใช้วิธีการปลุกระดมคนงานให้ก่อการสไตร์คทั่วเมืองเพื่อเป็นการ
ประท้วงรัฐบาลใหม่
ประชาชนแสนที่จะเอือมระอากับการปฏิวัติซ้ำๆซากๆที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาเลยแม้แต่นิด ต่างสนับสนุนการสไตร์คไปทั่วเมือง
น้ำไม่ไหล..ไฟก็ดับ..รถรางไม่วิ่ง.. ขยะไม่เก็บ..
แล้วรัฐบาลใหม่จะอยู่ได้อย่างไร..ในเมื่อประชาชนไม่ยอมรับออกขนาดนี้ จึงต้องสลายตัวไปโดยปริยาย
พอทันเวลากับที่ ฮิตเล่อร์มาถึงและพร้อมที่จะไปร่วมกับรัฐบาลใหม่.. ก็พบว่า..นาย Wolfgang Kapp ได้หลบลี้
หนีหน้าล่องหนหายตัวออกไปเสียแล้ว
ทั้งสองคน
เขาและ Eckart ไม่มีทางเลือกใดๆ นอกจากต้องรีบพาตัวกันกลับมิวนิคพร้อมกับ"แห้ว"ชะลอมใหญ่ๆ
{แต่ มันก็ไม่ได้ไร้ผลเลยซะทีเดียว อย่างน้อยในทริปนี้ ฮิตเล่อร์ได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับนายพลคนดัง วีรบุรุษ Ludendorff อันนับว่าเป็นยิ่งกว่าเส้นก๋วยจั๊บ}

เผอิญว่าไหนๆกองทัพ Free Corps ก็มาถึงที่นี่แล้ว ตอนนี้เหตุการณ์ที่เมือง Ruhr(ถิ่นที่มีแร่อุดมสมบูรณ์) กำลังยุ่งเหยิง
สถานะการณ์เลวร้ายถึงขนาด กลุ่มกรรมกรคอมมิวนิสต์ก่อการจราจลเข้ายึดครองเมืองอย่างหน้าตาเฉย
แถมประกาศว่าเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของโซเวียตเข้าไปซะอีก..
ประธานาธิบดี Ebert ก็เลยบอกว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว..ยกทัพต่อไปปราบว้าแดง เอ๊ย..ไม่ใช่ คอมมิวนิสต์ที่เมืองรัวร์ ให้หน่อย
รางวี่รางวัลอะไรที่นายพล Luttwitz เค้าสัญญาว่าจะให้ละก้อ มาเบิกเอาที่นี่ได้เลย รับรองว่าไม่ให้กลับบ้านมือเปล่าแน่นอน
ว่าแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กองทัพเสรีเยอรมันก็พากันยกทัพไปปราบซะเหี้ยน และยึดเมืองกลับมาได้สำเร็จ

ฮิตเล่อร์......ตอนสอง By WIWANDA

เล่ามานี่..เพราะมันเกี่ยวกันกับ 1914 โศกนาฎกรรมแห่งมกุฎราชกุมาร ออสเตรีย..เพราะ
นี่คือสาเหตุที่มาของเรื่องเล่าขานของทหารวีรบุรุษ 28 นายเหล่านั้น จนทำให้เด็กหลายๆคนอย่าง..Gavrilo
เป็นต้นที่..แอบเพ้อฝันอยากเป็นวีรบุรุษ
เข้าทำการปลดแอกประเทศชาติเช่นนั้นบ้าง

ชีวิตของเขาลำเค็ญนัก อ่านไปแล้วอย่าร้องไห้ละกัน..
แม่ ของเขาเป็นกรรมกรแบกหามในไร่..ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดแม้กระทั่งท้องแก่ เก้าเดือน..เธอต้องแบกหญ้า 27 กิโลวันละหลายๆเที่ยว แม้กระทั่งวันที่ปวดท้องคลอด
เธอยังต้องกัดฟันทำงานให้เสร็จ ก่อนที่จะกลับไปนอนบนพื้นดินในกระต๊อบ เพื่อคลอดลูกเอง..
ไม่มีใครคิดว่า..ลูกคนนี้(Gavrilo) จะรอดชีวิต เพราะจากการมีลูกมาเก้าคน..ตายไปเสียหก ที่เหลือก็อยู่กันตามมี ตามเกิด
จนเขาอายุได้ สิบสามปี..เรียนหนังสือพอจบประโยค จึงย้ายไปอยู่กับพี่ชายในเมือง Sarajevo เพื่อที่จะเข้ารับการเรียนฝึกเป็นทหาร
แต่พี่ชายไม่เห็นด้วย..กับการที่ต้องมาเป็นทหารให้กับราชวงศ์ฮัฟบวร์ค เขาจึงกลับไปเรียนต่อในด้านภาคปรกติ
และ เริ่มอ่านมาก รู้มาก..ว่า..
ในความเป็น Bosnian-Serb ของเขาขณะอยู่ในการปกครองของราชวงศ์ฮัฟบวร์คแห่งออสเตรียน-ฮังการี ในปี 1908 นั้น แทบมองไม่เห็นอนาคตใดๆ
เพราะ พวกเขาคงยังอยู่อย่างปล่อยปละละเลยเช่นเดิม..ไม่มีการช่วยเหลือหรือทำนุ บำรุงใดๆ แทบว่าไม่ได้นับว่า เป็นประชาชนชั้นสองด้วยซ้ำไป
แต่ทีออตโตมานบางกลุ่มซะอีก..กลับได้รับการรับรองจัดตั้งกลุ่มไปนั่งในสภาคองเกรสของเยอรมันอย่างสง่า ภาคภูมิ

ข้อที่ชาวเซอร์บเรียกร้องนักหนาจากเจ้านายใหม่ Emperor Franz Josef แห่งออสเตรีย นั่นก็คือ การจัดสรรที่ทำ กินให้เป็นรูปเป็นร่าง
และการปลดปล่อยเสรีในด้านแรงงานเกษตร
เพราะ ตั้งแต่ยิ่สิบปีในการเข้ามายึดครองของราชวงศ์นี้...พื้นที่ในการทำกินตกอยู่ ในมือของพวกมุสลิมเพียง 6000 คน แต่ชาวเซอร์เบียน กว่าแสนคนที่ต้องตกเป็นทาสแรงงานอย่างชนิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่ว่าจะร้องขออย่างไร ทาง Emperor ก็คงเฉย..
ซึ่งสร้างความคับแค้นให้กับเด็กชนบทอย่าง Gavrilo อย่างชนิดแสนสาหัส
เขาจึงเริ่มเข้ากับกลุ่มพวกทำงานใต้ดินเพื่อปลดแอกให้กับบ้านเมืองที่รัก

ข่าวการมาเยือนของมกุฎราชกุมารนั้น..สร้างความยินดีให้กับพวกเขายิ่งนัก..แผนการได้ถูกวางขึ้นอย่าง
ระมัดระวัง..
ในขบวนการทั้งสิ้นมี 7 คน..ทุกคนถูกวางตัวในประจำจุด
มือระเบิด..ทำการพลาด และไม่ทันได้มีโอกาสยิงตัวตาย ถูกจับตัวได้ก่อน
มาสำเร็จผลตรงเด็กหนุ่มจากชนบทที่ชื่อ Gavrilo พอดี..
หลังจากการสังหาร เขาถูกจับตัวได้ ถูกซ้อมทารุณก่อนที่จะถูกส่งตัวขึ้นศาล และไม่ได้รับโทษประหารชีวิตเนื่อง
จากอายุต่ำกว่า 20 ปี
ตามกฎหมายของ ออสเตรีย
แต่..เขาก็ตายในคุกในสองปีต่อมา..ด้วยสาเหตุที่แทงลงมาว่าเป็นวัณโรค
จะว่าไปแล้ว..กระสุนสองนัดนั่นก็นับว่าได้ผล..เพราะมันเป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮัฟบวร์คหมดลงแค่นั้นจากการแพ้
สงคราม
และ..เซอร์เบีย ได้กลายมาเป็น ยูโกสลาเวีย..ในปัจจุบัน
แต่ก็ยังหาความสงบสุขยังไม่ได้ในทุกวันนี้ (จากเหตุการณ์ในปี 1999)


อ้อ..เรื่องการกีดกัน ถือพระยศพระศักดิ์ของราชวงศ์ฮัฟบวร์คนี่นะ กับคนตายก็ไม่ละไม่เว้น ในงานพระศพของ
Archduke Franz Ferdinand
หีบโลงศพของ Sofie ก็ยังต้องตั้งต่ำกว่าถึง 18 ฟุต และ ไม่ได้เลิศหรูอลังการอะไรมากมาย..

เอาเป็นว่า..ถ้าจะคุยเรื่องสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ในยามนั้น เรียกว่า The Great War)
ละก้อคงต้องแยกไปอีก
กระทู้นึง พร้อมทั้งเชิญคุณสื่อศิลปมาคุยเรื่อง The Trench Warfare จะดีกว่า
(เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกมส์อาจจะตกใจ)
แต่อยากให้ทราบว่า ในแนวรบชายแดนเบลเยี่ยมนั้น สาหัสสากรรจ์นัก
ชีวิตของทหารในสนามรบต้องกินอยู่อย่าง
ลำบากในแนวคู
ยามหน้าฝน คูนั้น..มันกลายเป็นคลองที่เต็มไปด้วยโคลนแฉะๆ และพวกเขาต้องสู้รบยาวนานถึงกว่าสามปี..
สงครามในครั้งนั้น ได้สร้างวีรบุรุษให้กับเยอรมันหลายคน
เช่น..Paul von Hindenburg (ต่อมาเป็น
ประธานาธิบดี)
และ Erich Ludendorff (ต่อมาเป็นรัฐมนตรี)

ส่วนฮิตเล่อร์นั้น..เขาได้เพื่อนรักจากแนวรบมาอีกหนึ่งราย..นั่นคือ สุนัขพันธ์เทอเรียกระเซอะกระเซิงหลงทางมา
ที่น่าจะเป็นของทหารอังกฤษ เพราะ มันไม่สามารถรับคำสั่งในภาษาเยอรมันได้.. เรียกว่าพูดกันไม่รู้เรื่องนั่นแหละ..
เขาตั้งชื่อมันว่า Fuchsl ที่แปลได้ว่าเจ้าหมาจิ้งจอกน้อย ที่เขาพามันติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง และเจ้าฟุชเชิล นี่
ก็ฉลาดเหลือใจ

จนกระทั่ง..เมื่อถึงคราวที่เขาได้พักรบชั่วขณะ หน่วยของเขาถูกส่งไปยังแคว้นอัลสาซเพื่อการพักผ่อน เขาต้องพบกับความสูญเสีย
ที่จัดว่าครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต คือ ก่อนที่รถไฟจะเคลื่อนขบวนในไม่กี่นาที เจ้าฟุชเชิล ดันหายไปอย่างไม่ร่องรอย
หมดหวังในการที่จะตามหา เพราะ รถไฟกำลังเคลื่อนตัวออก
เขารู้ทันทีว่า..โดนเข้าแล้ว..เพราะก่อนหน้านี้ นายสถานีคนหนึ่ง เกิดติดใจในตัวมันถึงขนาดเอ่ยปากขอซื้อเจ้าหมานี่
แต่เขาได้ตอบไปอย่างไม่ใยดีว่า เท่าไหร่ก็ไม่ขาย..
และ..บัดนี้..เขาได้สูญเสียมันไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะ เพื่อนร่วมชาติแท้ๆ..
ขณะที่เขายังไม่หายเศร้าโศกเสียใจ เรียกว่า น้ำตายังไม่ทันแห้ง เป้ใส่สัมภาระประจำตัวก็ถูก"สอย"หายไปด้วย
ในนั้นมีสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา คือ ภาพวาดหลายๆภาพจากสมรภูมิ กับอุปกรณ์การวาดเขียน..
นี่ก็จาก..เพื่อนร่วมอาชีพทหารด้วยกัน...แท้ๆ

สามปีกว่าๆของสงครามหฤโหดได้ผ่านไป..ส่งผลให้ประชาชนอดยากปากแห้งอย่างชนิดที่ต้องกินหมากินแมวกันแล้ว
เพราะ เรือรบอังกฤษปิดอ่าวสนิท..
สงครามที่เยอรมันทำท่าว่าจะชนะในทีแรกพลิกผันไปอย่างคว่ำไม่เป็นท่า
เพราะ สหรัฐอเมริกาที่นั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ ดันกระโดดมาร่วมวงด้วย
เพราะ สาเหตุจาก ทอร์ปิโดที่เยอรมันยิง
ออกไปจากเรือดำน้ำ U-Boat โดนเรือเดินสมุทรโดยสาร Lusitania จมทะเลลงไปคนตายหลายร้อย และ 128 คน
ในนั้นเป็นอเมริกัน
เท่านี้ก็สร้างความเดือดดาลให้กับชาวอเมริกันไปถ้วนหน้า...
มิ หนำซ้ำต่อมา หน่วยข่าวกรองยังจับโทรเลขจากเยอรมันถึงเม๊กซิโกด้วย ถึงแผนการที่จะให้ความสนับสนุนกองทัพเม๊กซิโกบุกเข้าทำสงครามกับเมกา โดย
เยอรมันจะให้การหนุนหลังอย่างเต็มกำลัง
และความอดยากของประชาชนนี้ นำมาให้เกิดการประท้วงหยุดงาน.. ก่อการจลาจลไปทั่วในเมืองและมณฑลต่างๆของเยอรมัน...

อันส่งผลที่มาของการวางอาวุธ แพ้สงคราม..
ซึ่งในตอนนั้น ฮิตเล่อร์เพิ่งได้รับเหรียญกล้าหาญสู้ศึกชั้นหนึ่งมาได้แค่สี่วันเอง..และขณะที่กำลังอยู่ในสนามรบที่ยิงกันระงมนั้น
ในวันที่ 14 ตุลาคม..1919 เขาโดนระเบิดแก๊ส(มัสตาร์ด) จนต้องไปนอนโรงพยาบาล เพราะเกือบเสียตาไปข้างหนึ่ง..
แต่ได้กลับมาเป็นปรกติ
เพื่อที่จะเห็นความพ่ายแพ้ของเยอรมันในสงครามครั้งนี้ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน..
โดยการเซ็นสัญญาวางอาวุธของจักรพรรดิ Kaiser
(เพื่อนๆในฝ่ายกองร้อยของเขาเล่าว่า.. ฝ่ายพวกเขากำลังอยู่ในทีรุกในแนวสมรภูมิที่ Ameins ผู้บัญชาการ Erich
Ludendorff ได้ส่งหน่วยข่าวไปห้ามทัพแบบจวนเจียน..บอกให้รู้ว่า.." ถอย..ถอย..เลิกรบได้แล้วว้อย..สงครามเลิกแล้ว..เราแพ้ว่ะ" (อะไรทำนองนั้นละนะ)

ฮิตเล่อร์กลับมาที่มิวนิค และสองวันต่อมาเข้ารายงานตัวในค่ายที่ Turken Strasse ทันที่ที่เขาเห็นเหล่าทหารเกณฑ์ใหม่ๆนั้น
เขารู้สึกขยะแขยงคนพวกนี้อย่างเปรียบเป็นคำพูดไม่ได้ เพราะ คนพวกนี้ไม่เคยออกไปเห็นสนามรบ ไม่เคยถูกส่ง
ออกไปในแนวหน้า..แต่มีท่าทางยะโสโอหัง..ไม่มีวินัย
ไม่เคยผ่านการฝึกฝนแบบทหารใดๆ
แต่บังอาจมาสู่รู้..มาพูดจาเทียบเท่า ตีเสมอกับเหล่าทหารหน่วยกล้าตายเยี่ยงเขา..ซึ่งว่าไปแล้ว ฮิตเล่อร์มีสิทธิที่จะคิดเช่นนั้น
เพราะร่วมสี่ปีที่เขาไปกล้าตาย เสี่ยงตาย มันได้ย้อมให้เขามีจิตใจและความนึกคิดเยี่ยงทหารอย่างแท้จริง..

คนพวกนี้ส่วนใหญ่อาสาเข้ามาภายใต้นโยบายการจัดองค์กรทหารอาสา เพื่อที่จะได้รับการกินฟรี อยู่ฟรี นอนฟรี..
แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะเข้ามาช่วยงานบ้านเมืองเลยแม้แต่นิด
สนธิสัญญาของผู้แพ้ศึกอย่างเยอรมันยังไม่ได้มีการแถลงใดๆ เพราะ กำลังอยู่ในระหว่างการแบ่งเค๊กของฝ่ายสัมพันธมิตร..
แต่ที่ต้องกระทำทันทีนั่นคือ การปลดปล่อยนักโทษสงครามอื่นๆบัดเดี๋ยวนั้น..
แต่นักโทษสงครามของเยอรมัน ต้องรอไปก่อน รอไปจนกว่าจะเซ็นสัญญาให้เป็นที่เรียบร้อย
ความอดยากหิวโหย..ก็ยังคงแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ จนแทบไม่สามารถเรียกทหารจากแนวหน้าตามชายแดนให้กลับคืน
เข้ามาได้ภายในเวลากำหนดคือ 31 วัน

และ..นี่คือ สิ่งที่คนอย่างฮิตเล่อร์ไม่มีวันลืม..นั่นก็คือ
ขณะนั้น กองทัพดาวแดงของรัสเซีย..และ
สมาพันธ์นิยมซ้ายต่างได้เข้ามาบทบาทมากมายในเยอรมัน..
ขณะที่ กองทัพเยอรมันได้เดินแถวกลับเข้ามานั้น ไม่มีดอกไม้ใดโปรยปรายให้กับทหารผู้หาญกล้าเหล่านั้น หากแต่
พวกเขาเดินภายใต้ปากประบอกปืนจ่อระวังตรงมาจาก หลังคา ระเบียงอาคาร โดยทหารคอมมิวนิสต์จากรัสเซีย
(ก่อน ที่สงครามจะรู้แพ้รู้ชนะ..รัสเซียขอถอนตัวไปก่อน เพราะมีการสงครามกลางเมือง..ปฏิวัติโค่นบัลลังก์พระเจ้าซาร์ จนกลายมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์)

ทหารเยอรมันถูกถุยน้ำลายรด ถูกก้อนหินขว้างปา ถูกกระชากเครื่องหมายประจำหมู่เหล่าออกไปจากอกเสื้อ
ประชาชนก็ไม่สนใจในภาพที่แสน{^_^}เหล่านั้น..เพราะพวกเขาอดยากเสียจน..หันหลังให้กับการรักชาติ ไปนานแล้ว..

คอมมิวนิสต์ เริ่มเข้ามาคุกคามในการเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น..ใครก็ตามที่ใส่สวมสีขาว แดงดำ(อันเป็นสีประจำชาติในตอนนั้น) เป็นต้องโดนทำร้าย ทุบตี ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก

ฮิตเล่อร์เองก็เช่นกัน เพียงอาทิตย์เดียวที่กลับสู่กรมทหาร เขาก็ต้องแต่งชุดของทหารแดง..ด้วยความขมขื่น..
เขาและ Schmidt เพื่อนรักจากแนวหน้าทนอยู่ดูต่อไปไม่ได้ ขออาสาออกไปทำงานในค่ายกักกันเชลยศึกรัสเซีย
ที่ชายแดนออสเตรีย คือ เมือง Traunstein
ที่นั่น..ฮิตเล่อร์มีเวลาอ่านข่าวสารบ้านเมืองย้อนหลังในช่วงปีที่เขาหายไปในแนวหน้า..
และ..เขาได้พบว่า..ยิว..ยิว ทั้งนั้นที่ก่อการวุ่นวายจนบ้านเมืองล่มสลาย..

ในมณฑล Bavaria ที่ฮิตเลอร์รักอย่างสุดใจ(จะเล่าให้ฟังทีหลังถึงความรักที่ว่านี่) ได้เกิดการจลาจล ล้มบัลลังก์
ของพระเจ้า Ludwig III โดยยิวที่ชื่อว่า
Kurt Eisner และหลังจากที่มีการเลือกตั้ง ผลคือพรรคใฝ่ซ้ายของเขานั้น ได้เสียงเพียงแต่ 2.5% ในการโหวต แต่
นาย Kurt กลับทำเฉย..ไม่ยอมรับรู้ แถมยังไม่ยอมทำเรื่องเอานักโทษสงครามกลับคืนสู่เหย้าซะอีก..สร้าง
ความแค้นเคืองให้กับผู้คนโดยถ้วนหน้า..
จนผู้คนถึงกับออกมาตะโกน พร้อมวางใบปลิวกันเกลื่อนว่า.."Bavaria for the Bavarians"
หนังสือพิมพ์ทำเป็นการ์ตูนอ่อยเป็นภาพยิวหน้าตาคล้ายๆ นาย Kurt ถูกยิงล้มคว่ำ..
ซึ่ง..สัมฤทธิ์ผล..วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1919 นาย Kurt ถูกยิงตายจริงๆ..โดยชาวออสเตรียนหัวใจบาวาเรียน(อย่างเดียวกับฮิตเล่อร์)
ชื่อว่า Count Anton von Arco-Valley ผู้ซึ่งเป็นทหารกล้าที่กลับมาจากแนวหน้า(ก็เหมือนฮิตเล่อร์ อีกนั่นแหละ)
แถมแม่ของ Anton นี้ เป็นยิวซะด้วย
ตอนนั้น.บรรดานักศึกษาและชาวบ้านใครต่อใครก็ยกย่อง..ท่านเคาน์คนนี้ เปรียบประหนึ่งวีรบุรุษ (ติดคุกแค่สี่ปีเอง)

แต่..ตอนที่นาย Kurt ถูกยิงน่ะ..เขาเพิ่งกลับจากสภาเพื่อยื่นจดหมายลาออกไปหมาดๆ..
แต่การตายของ นาย Kurt หาใช่ว่าทุกอย่างจะสงบลงไม่..เพราะ พรรคพวกยิวของเขายังครองเมือง นั่งสภากัน
หน้าสลอน
พวกเขาสั่งให้มีการปิดโรงเรียน ผู้คนถูกจับไปเป็นตัวประกัน สถานที่ต่างๆเช่น ธนาคาร ร้านค้า โรงแรม ถูกเข้ายึดครอง
โรงพิมพ์ของฝ่ายขวา.. ถูกพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดี..

หลังจากที่ Eisner ตายไปก็ตายไปแต่ตัว แต่สถาบันยังคงอยู่ เพราะเพียงสามอาทิตย์ต่อมา..
การบริหารก็ตกอยู่ในมือของชาวยิวโซเชียลลิสต์สองคน
(Toller & Landauer regime) ชื่อว่า Ernst Toller อายุเพียง 26 ปี และ Gustav Landauer อาชีพเดิมคือนัก
วิจารณ์ละคร และเขาพยายามอย่างยิ่งที่เดินตามรอยโซเวียตในทุกย่างก้าว ถึงกับจะเปลี่ยนชื่อรัฐเป็น Bavaria
Soviet Republic นโยบายคือ การทำความฝันของกรรมกรให้เป็นความจริง มหาวิทยาลัยและโรงเรียนปิดไปก่อน
จนกว่าจะได้รับหลักสูตรจากโซเวียต
และไม่มีการมอบประกาศนียบัตรหรือปริญญาใดๆ หนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆต้องโละทิ้งเพราะคนเขียนคือพวกชนชั้นสูง
วัดวาอารามต้องปิดตัวไป..
แถมดันแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศที่เคยมีประวัติเสียสติมาแล้ว..คราวนี้มาแรง..
นาย Franz Lipp ถึงกับ
ประกาศสงครามกับ Switzerland
ในข้อหาที่ว่า "ขอยืมหัวรถจักร 60 เครื่องแล้วมันไม่ให้ง่ะ"

ส่วนในเบอร์ลิน..การเมืองได้ยุ่งเหยิงอย่างที่สุด ในรัฐบาลแบ่งออกเป็นหลายก๊ก หลายฝ่าย มีทั้ง..สังคมนิยมแบบขวาจัด
แบบ กลางขวากลางซ้าย..ซ้ายแบบชมพูๆจนดีกรีไปถึงแดงจัด..ผู้นำคือ Friendrich Ebert (ลูกชายของช่างเย็บเสื้อ และรับทำอานม้า อันเป็นธุรกิจของครอบครัว)
Ebert พยายามรักษาสภาพกลางๆไว้ให้อย่างมั่นคงที่สุด ในขณะที่ความร้อนระอุของฝ่ายแดงได้เริ่มแรงกล้าขึ้นอย่างทุกทีๆ..

ฝ่าย ซ้ายนำโดยยิวสองคนชายหญิง..ชายคือ Karl Liebknecht หญิงคือ Rosa Luxemberg หรือสมญาว่า แม่กุหลาบแดงเดือด (Red Rose หรือ Bloody Rose) สองคนนี่ส้องสุมผู้คนนับแสนคนที่จะล้มล้างรัฐบาลเพื่อ
เปลี่ยนให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้ โดยมีการจลาจลชนิดถึงขั้นนองเลือด..และจวนเจียนที่จะสำเร็จผลเสียด้วย..

หากแต่พวกคณะที่รักชาติ อดีตทหารหาญที่เพิ่งกลับกันมาจากแนวหน้า ได้รวมตัวกันสำเร็จเป็นกองทัพย่อยๆ
เรียกว่า Free Corps เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียเลือดเนื้อล้มตายไปกันมากมาย..ในเดือนมกราคม 1919
การสู้รบได้ผลัดกันแพ้ชนะ ไปจนถึงวันที่ 13 มกรา..
Karl และ Rosa ถูกจับตัวได้..
ถูกซ้อมซะอ่วมไปสองวัน ก่อนที่จะถูกยิงกบาลแบบเผาขนไปทั้งสองคน..ศพแม่แดงเดือดถูกโยนทิ้งในลำคู..
ส่วน Karl นั้น..ทิ้งเป็นที่เป็นทาง คือ ในป่าช้า...
เป็นอันว่า..พวกสปาตาลิสต์ ได้จบบทบาทลงในเบอร์ลิน..แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า..
พวกที่ฝักใฝ่ในลัทธินี้จะหายไปจากพื้นดินเสียเมื่อไหร่..รัฐบาลไม่สามารถใช้กำลังตำรวจเข้าควบคุมทั้งหมดได้
จึงต้องออกประกาศเรียกร้องผู้คนเข้าร่วมขบวนการอาสาช่วยเป็นหูเป็นตา ในการกวาดล้างให้สิ้นซาก
เชิญไปสมัครได้ ที่ Buaer Cafe กับ..Potsdam Beer Garden (อ้าว..เรื่องจริงๆนะ)

กองทัพ Free Corps ได้จากเบอร์ลินหลังจากที่ทำการกู้เมืองสำเร็จ..เพียงสองอาทิตย์เอง..เอาอีกแล้ว ก่อการปฏิวัติอีกแล้ว
คราวนี้คือ..พวกยิวแดงโดยการหนับหนุนของรัสเซีย{Lenin และ Trotsky}..จัดการก่อการจราจลชิงเมืองอีกครั้ง..
เพราะคิดเอาเองว่า เคยทำสำเร็จที่ Petrograd กับ Moscow มาแล้ว..ที่เบอร์ลินจะง่ายดังปอกกล้วยเข้าปากเช่น
กัน ทั้งๆที่ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแค่ 5%
งานนี้ทำให้รากหญ้าของฝ่ายนิยมซ้ายในเมืองต่างๆเกิดลุกฮือขึ้นมาอีก Saxony ถูกยึดครอง..ต่อมาก็ Dresden ตามด้วยเมืองต่างๆ

กองทัพ Free Corps สามหมื่นคน ถูกเรียกกลับมาใช้งานโดยด่วน..คราวนี้..มีการประกาศกฎอัยการศึกใครขัดขืน ยิงทันที
การนองเลือดครั้งนี้ ฝ่ายก่อการตายเป็นเบือ บาดเจ็บนับพัน
เบอร์ลินถูกกู้กลับคืนขึ้นมาได้ หากแต่อีกหลายเมืองยังอยู่ในความครอบคลุมของพวกคอมมิวนิสต์

หลังจากที่ค่ายกักกันนักโทษรัสเซียได้ปิดตัวลง..ฮิตเล่อร์และชมิดท์ เพื่อนรัก ก็กลับคืนสู่มิวนิค..กลับเข้ามารับจ๊อบต่อไป
งานครั้งนี้คือ การเก็บรวบรวมยุทโธปกรณ์สงครามที่เรี่ยราดตามที่โน่นที่นี่ให้กลับคืนเข้าที่..หนึ่งในงานนั้น คือ
การเก็บ ซ่อมแซม หน้ากากแก๊สพิษ แยกของดีของเสีย..ซึ่งเขานั่งพิจารณาหน้ากากเหล่านั้นด้วยจินตนาการของความแค้น
เขาจำได้ดีถึงพิษสงของความทรมานจากแก๊สพิษที่เคยได้รับ..และ(คงมั้ง)ตั้งใจว่า.. สักวันหนึ่งเถอะ..ดาบนี้จะคืนสนอง
ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ชมิดช์ ก็ลาออกจากกองทัพไปทำงานรับจ้างส่วนตัว..
ฮิตเล่อร์ก็นับวันรอวันที่จะรับการ
ปลดประจำการ

ในไม่กี่วันต่อมา..เขาก็ได้รับข่าวว่า..ฮังการี ได้ถูกยึดครองไปเรียบร้อยแล้วโดยพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการ
สนับสนุนจากรัสเซีย หัวหน้ากลุ่ม นั่นคือ
Bela Kun ซึ่งกอร์ปด้วยคณะตรวจการจากโซเวียต 32 คน 25 คนในนั้น
เป็นยิวที่มีอำนาจในหลายๆ สาขาวิชาชีพ คณะนี้ได้เรียกร้อง ยุยงให้เหล่านานาประเทศในยุโรป..ลุกฮือร่วมกัน
การปฏิวัติเปลี่ยนปกครองเสียใหม่
หนังสือลอนดอนไทม์ เรียกชนกลุ่มนี้ว่า.."Jewish Mafia"

ความสำเร็จของ Bela Kun ในฮังการี นับว่าได้รับความชมชื่นจากกลุ่มแดงด้วยกันอย่างมากมาย และพวกเขา
หวังว่าคงทำได้สำเร็จในเยอรมันเช่นกัน..

ความคิดเห็นที่ 65

สวัสดีครับคุณ WIWANDA...ผมตามอ่านมาตลอด..เลยต้องขอโผล่มาทักทาย..ให้กำลังใจและขอบคุณเป็น
ระยะๆ...สนุกดีครับ...แต่ด้วยความที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ค่อนข้างอ่อนแอ..อ่านแล้วสงสัยหลายอย่างขอ
อนุญาตถามคำถามครับ
1. เรื่องการปกครองครับแสดงว่าในขณะนั้นออสเตรีย+ฮังการี+เยอรมัน ในขณะนั้นเป็นอาณาจักรเดียวกันภาย
ไต้พระเจ้า Ludwig III แห่งราชวงศ์ฮัฟบวร์ค ใช่ไหมครับ ?
2. ชาวเยอรมันขณะนั้นยอมรับการปกครองของออสเตรีย+ฮังการี หรือไม่...หรือถึอว่าเป็นพวกเดียวกัน...แต่ถ้า
เป็นพวกเดียวกันทำไมแบ่งชื่อประเทศครับ ?
3. ตามคห. 37.....เซอร์เบียปกครองตนเองแต่ยังคงเป็นประเทศราชของอาณาจักรออสเตรีย+ฮังการี ใช่ไหนครับ
?
4. หลังสิ้นพระเจ้า Alexander และ พระราชินีแล้ว...ทางเซอร์เบียมีใครปกครองต่อครับ...น่าจะมี...แต่ผู้ปกครอง
ใหม่ก็ไม่อยากขึ้นกับอาณาจักรออสเตรีย+ฮังการี ต่อไปอีกใช่ไหมครับ ? หรือถูกรวบไปขึ้นตรงเลยไม่ให้ปกครอง
ตนเองอีก ?
5. Kurt Eisner ล้มบัลลังก์ของพระเจ้า Ludwig III อย่างไรครับ ?เช่น...ด้วยมวลชนหรือกำลังทหารจากภายนอก
หรือทหารจากภายในเอง.....และพระเจ้า Ludwig III หลังถูกล้มแล้วเป็นอย่างไรต่อ ?
6. การปกครองช่วงหลังล้มบัลลังก์เป็นอย่างไรต่อครับเช่น...เยอรมันยังขึ้นกับออสเตรีย+ฮังการีหรือแยกออก
มาปกครอง....ปกครองแบบไหนเช่นรัฐสภาหรือคณะบุคคล....และแบ่งออกเป็นรัฐต่างๆหรือครับ ?
7. ตอน bloody rose ก่อการและพวก Free Cops ออกมาสู้นั้น...รัฐบาลไม่มีทหารเป็นของตน..หรือทั้งรัฐบาล
และทหารเองก็แบ่งพวกสู้กัน ?
8. ถ้ารัสเซียอยากให้เยอรมันเป็นคอมฯ ทำไมไม่ส่งทหารเข้าไปจัดการ ?
9. พวก free cops นั้นยังชีพอย่างไรครับ...รับอาหาร&อาวุธเอาจากใคร ?
ถามหลายข้อเลยครับเพราะอ่านแล้วงงเล็กน้อย......ขอบคุณมากครับ....


จากคุณ : Dominion - [ 14 ม.ค. 47 11:40:53 A:202.80.225.69 X: ]

โอ้โห..คุณ Dominion ที่รักขา.
ต้องขอแนะนำให้กลับไปอ่านประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 10
มาแล้วละค่ะ เพราะไม่งั้นคุณจะต้องงงมากกว่านี้..
ในยุโรป..หลายๆประเทศนั้นเป็นญาติกันหมด จากการอภิเษกสมรส
แม้กระทั่ง..ในยามสุดท้ายนี่ พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียก็เป็นพระญาติกับพระเจ้าไกเซอร์ (มีการขอความช่วยเหลือกันในตอนแรกๆด้วย)

ออสเตรีย..เยอรมัน..เคยเป็นทวิภาคีกันอย่างแน่นแฟ้น แบบบ้านพี่เมืองน้อง.. ชนิดที่ว่า ลองใครมาแหยม จะช่วย
กันสุดฤทธิ์ มีการลงเป็นลายลักษณ์อักษรในปี 1879
(ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บางทีก็เป็นไตรภาคีเพราะ อิตาลีมั่ง รัสเซียมั่ง
มาแจมด้วย แล้วแต่การขัดแย้ง
เกิดขึ้นเมื่อใด)
ต้องดูแผนที่ประกอบไปด้วยนะคะ ว่า ชายแดนของเขานั้นเป็นใครบ้าง
ราชวงศ์ฮัฟบวร์กครองราชมาตั้งแต่
ศตวรรษที่ 13 มีการอภิเษกโยงใยไล่ไปหมด อิตาลี สเปน รัสเซีย
จนดูเหมือนกับ วงของใยแมงมุม
หลักๆแล้วเขาแบ่งกันเป็นสามราชวงศ์ คนละแคว้นกันไป..ต่างคนต่างปกครองโดยกษัตริย์ของตัวเอง
นั่นคือ.. Luxemburg (in Bohemia), Wittelsbach (in Bavaria), and Habsburg (in Austria).
ยังมีแคว้นเล็กแคว้นน้อยอีกมากมาย

ตอนที่เล่านั้น..Sarajevo ยังเป็นเมืองอยู่ในขัณฑสีมา คือ
Bosnia- Herzegovina(ภายใต้การปกครองของ Austro-Hungarian empire ตลอดไป..หลังจากสนธิสัญญากรุงเบอร์ลิน 1878เพราะพวกเติร์กแพ้สงครามกับรัสเซีย)

ปัญหาที่ตามมานั่นก็คือเรื่องเชื้อชาติและศาสนาที่แบ่งแยกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Croats{Roman Catholic},
Ethnic Serbs{Serb-Orthodox}, Muslim

พวก Serbs เลยถูกแยกกันออกไปเพราะการแบ่งเขตด้วยแม่น้ำและหมดสิทธิในการเคลมที่ดินที่เคยครองอยู่
เรื่องของ เซอร์เบีย ไปอ่านเองเอาที่นี่ค่ะ
http://www.archives.org.yu/istorijae.htm
เล่าม่ะหวายง่ะ ต้องไปหาอ่านเอาตามทรอปิคนะคะ..

ลองตามอ่านดูนะคะ เพราะกระทู้นี้อาจจะยาวพอๆกับของคุณสื่อศิลป เพราะตอนนี้ฮิตเล่อร์ยังไปไม่ถึงไหนเลย
ที่ต้องเล่าถึงสงครามกลางเมืองในเยอรมัน เพราะว่า นี่คือสาเหตุหลักๆที่ฮิตเล่อร์เกลียดยิว เและทุกอย่างที่เขาทำ
ลงไปนั้น คือการแก้แค้นให้กับเพื่อนร่วมประเทศทั้งนั้น (ในวิธีของเขา)

ในกรณีของ Karl และ Rosa นั้น ทั้งคู่เป็นผู้มีการศึกษาสูงระดับมหาวิทยาลัย(ในสมัยนั้นไม่ใช่ขี้ขี้) และซ้ายจัดตกขอบ
มีกลุ่มชาวยิวรัสเซียหนุนหลังอยู่..เพราะในข่าวแจ้งไว้ว่า กองทัพย่อยๆของเขานั้น มีปืนกลไม่ต่ำกว่าสองพันกระบอก ไม่นับปืนใหญ่อื่นๆ
และผลที่ได้รับจากความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งของ Rosa แม้แต่หล่อนจะถูกสำเร็จโทษไปแล้ว..แต่ ในปีเลือกตั้งต่อ
มาเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงสามารถลงคะแนนโหวตเลือกตั้งได้ !!

ส่วน Kurt Eisner นั้น..เขามาสวมรอยได้เพราะว่า Right thing at the right time
เพราะตอนนั้น..ราชวงศ์ฮัฟบวร์กถึงแก่กาลเสื่อม เนื่องมาจาก King Ludwig II ที่ได้รับฉายาว่า " The Mad King
" และ คนนี้แหละ มีอิทธิพลกับฮิตเล่อร์มากที่สุด.."
(แหม..ต้องเล่าเรื่องยี่เกๆอีกแล้วซิเนี่ย)

นาย Kurt Eisner
นายนี่เป็นยิวระดับปัญญาชน เคยเป็นบรรณาธิการ เขียนบทความการเมืองจนต้องพาตัวเข้าไปเขียนในคุกมาแล้ว..
พอออกมาก็พอดีกับบ้านเมืองกำลังยุ่งเหยิง จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกคอเดียวกัน ก่อการปฏิวัติ
พระเจ้า Ludwig III และพระราชวงศ์ต้องหนีไปลี้ภัยอยู่ที่มิวนิค ในปี 1918 และหลังจากที่ได้ลงพระนามสละราช
สมบัติแล้วก็เสด็จไปลี้ภัยในฮังการีจนสวรรคต ปี1921

ทีนี้มาดูถึงสาเหตุที่นาย Kurt ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้อย่างง่ายดาย เพราะ
หนึ่งคือสาเหตุที่ประชาชนเบื่อความอดยาก และสอง คือ เซ็งกับการใช่จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของ พระเจ้า Ludwig ที่สอง..

เคยพูดเกริ่นๆแล้วถึงเรื่อง"อิทธิพล"ของกษัตริย์ในราชวงศ์ฮัฟบวร์กองค์นี้ที่มีต่อฮิตเล่อร์อย่างมากมายมหาศาลที่
ไม่มีใครเคยเอามาตีแผ่
คงถึงเวลาซะทีละมัง..

พระเจ้า Ludwig ประสูติเมื่อ 25 สิงหาคม 1845 เป็นพระโอรสองค์โตของพระเจ้า แมกซิมิเลียน ที่สองกับพระราชินี แมรี่
ในยามเด็ก พระองค์ได้รับการเลี้ยงดูแบบที่มีวินัยเคร่งครัด
ทั้งที่โรงเรียนและที่พระราชวัง..
ยามเดียวที่จะได้มีเวลาเพลิดเพลิน นั่นก็คือ การแปรพระราชฐานไปยังปราสาทอื่นๆที่เหมาะแก่ฤดูกาล..และที่
พระองค์ทรงโปรดที่สุดนั่นก็คือ ปราสาท Hohenschwangau ที่ตั้งอยู่ที่ชายแดนเขตของ Tyrolean Alps และอยู่
ติดกับทะเลสาบอันงดงาม สมดังชื่อ
ที่ความหมายว่า ปราสาทแห่งพญาหงส์

ครั้นเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 13 ก็ทรงได้รับคำบอกเล่าว่า
จะมีการแสดงโอเปร่าครั้งยิ่งใหญ่ โดย Richard Wagner ผู้สร้างและนักประพันธ์เพลงในเทพนิยายพื้นบ้านเรื่อง
Lohengrin (อัศวินหงส์) ซึ่งเพียงพระองค์ได้ดูแผ่นโน๊ตเพลงทั้งหมดในละครพระองค์ก็เกิดความหลงไหลขึ้นมาอย่างประหลาด
ถึงกับทรงท่องจำได้ในทุกวรรค ทุกบรรทัด ของโน๊ตเพลงแห่งละครโอเปร่าชุดนี้..
( อาจเป็นอิทธิพลของการ ตกแต่งในปราสาทแห่งนี้ก็เป็นได้ ที่ภาพวาดเน้นแต่เรื่องหงส์ล้วนๆ)

พระองค์ทรงหลงไหลได้ปลื้มกับเพลงของ Wagner ไปหมดในทุกเพลง และในบทละครทุกเรื่อง..
เพิ่งจะได้มีโอกาสได้สัมผัสกับ Wagner ตัวเป็นๆก็เมื่อปี 1861 เดือน กุมภาพันธ์ เป็นครั้งแรก
ซึ่งแน่นอน ต้องเข้าข่าย กรี๊ดสลบ..
และ..ทรงรับตำแหน่ง"พระบิดายก"ให้กับวงออเคสตราของ Wagner อย่างเต็มพระทัย เพราะ ในปี 1863
ทันทีที่นายวาคเนอร์ เขียนข้อความทีเล่นทีจริงว่า ในละครเรื่องใหม่ของเขาที่ตั้งใจจะทำนั้น
คือ..Ring circle ต้องใช้ทุนมหาศาล...ไม่มีสามัญชนคนไหนมีความสามารถร๊อก..นอกจากเจ้าชายเท่านั้นแหละ
ถึงจะทำได้..

ทายซิ..ว่าเจ้าชายที่ไหนเอ่ย..มาลงทุนให้จนสำเร็จ?

เมื่อมีพระชนมายุได้ 18 (1864) ก็ได้ครองราชต่อเพราะการสวรรคตของพระเจ้าแม๊กซิมิเลียน คราวนี้แหละ..
พระองค์ถึงกับส่งคนไปตามตัว วาคเนอร์ที่กำลังหนีหนี้อย่างหัวซุกหัวซุนอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ เอามาอุปการะให้ได้ดี
เลี้ยงดูชนิดที่ว่า..
สิบพ่อค้า ไม่เท่า หนึ่งราชาเลี้ยง..
ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ใหญ่โตราวปราสาทราชวัง..เงินทอง และ โรงละครชั้นเลิศ..พระองค์จัดหาให้หมด..
เล่นเอาเหล่าบรรดาข้าราชบริพารถึงกับหนาวๆร้อนๆ เพราะ เกรงว่า
วาคเนอร์จะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการเมืองการปกครอง เพราะ ยามนั้น ไม่ว่านายคนนี้จะเพ็ดทูลอะไร ก็ทรงเชื่อ
ไปหมด..วาคเนอร์อายุก็ตกไป 52 แล้วตอนนั้นน่ะ ไม่ใช่เด็กๆอายุ 18 อย่างพระเจ้าแผ่นดิน

และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือ หลายต่อหลายคนไม่ชอบหน้า
นายวาคเนอร์คนนี้จะด้วยความอิจฉาหรือด้วยท่าทางยะโสโอหังถือตัวว่าเป็นคนสำคัญก็อาจเป็นได้
ต่อมาหลังจากที่ครองราชย์ได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุของสงครามเจ็ดอาทิตย์ ระหว่าง ปรัสเซีย(ที่มีแคว้นต่างๆรวมตัวกัน) กับ ออสเตรีย
เนื่องจาก บาวาเรีย นั้นอยู่ใกล้และสนิทชิดเชื้อกับออสเตรียมากกว่า
จึงต้องร่วมทำสงครามกับปรัสเซียด้วย..
คราวนี้ วาคเนอร์ต้องระเห็จออกไปจากบาวาเรีย เพราะถ้าอยู่ต่อไป
อาจมีอันตรายได้ โดยไปอย่างเศรษฐี
ไปเสวยสุขที่ ลูเซิน สวิตเซอร์แลนด์

เจ็ดอาทิตย์ของสงครามที่ ออสเตรียพ่ายแพ้ต่อปรัสเซีย นั่นหมายถึง
บาวาเรีย ต้องสูญเสียความเป็นเอกราชส่วนหนึ่งให้กับปรัสเซียไปด้วย
ต่อมาในปี 1867 ถึงคราวที่ต้องเลือกคู่ให้เป็นเรื่องเป็นราวซะที
ไม่มีใครเหมาะสมไปว่า เจ้าหญิงโซฟี พระญาติใกล้ชิด
พระเจ้าลุดวิค ไม่ได้มีพระทัยสนิทเสน่หาด้วยเลยแม้แต่นิด เลื่อนการหมั้นออกไปเรื่อยๆ สิ่งเดียวที่ทั้งสองพูดกันรู้
เรื่องนั่นก็คือ
ความฝักใฝ่ หลงในละครของวาคเนอร์ ถึงกับเรียกกันและกันว่า
Elsa และ Heinrich (ชื่อของตัวนางเอก พระเอกในเรื่อง Lohengrin)
พระองค์ทรงเลื่อนการหมั้นซะจนเจ้าหญิงทนความอับอายไม่ไหว
ประกาศถอนหมั้นซะเอง..
ซึ่งสร้างความโล่งอกให้กับพระเจ้าลุดวิคอย่างมากมาย
ถึงกับทรงจ.ม.ไปหา วาคเนอร์ ว่า
"Oh,if only I could be carried on a magic carpet to you....at dear peaceful Tribschen even for an hour
or two. What I would give to be able to do that !"

อย่าหาว่ากาแดะเลยนะ เพราะ ประโยคเด็ดๆอย่างนี้ แปลเป็นไทย
แล้วมันไม่แซ่บ..

เผื่อมีคนข้องใจ..

เห็นเรียกๆว่า ปรัสเซียมั่ง เยอรมันมั่งนั้น
เพราะ ก่อนบิสมาร์คจะเข้ามาบริหารบ้านเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี(ประมาณนั้น) เยอรมันถูกเรียกว่า ปรัสเซียค่ะ ตามเชื้อชาติ
เดิมๆของชาวปรัสเซียคือพวกที่กระจายกันอยู่ เป็นพวกโปล์มั่ง สลาวิคมั่ง..ลิทเธอเนียมั่ง..(ก็ชายแดนของรัสเซียนั่นแหละ)

จนศตวรรษที่ 11 ได้ถูกกลุ่มนักรบบ้านป่าหรือเป็นที่ขึ้นชื่อว่า Teutonic Knights ได้รวบรวมคนเหล่านี้เข้าด้วยกัน
จน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้มานับถือศาสนาเดียวกัน คือ คริสเตียนได้สำเร็จ..เรียกว่า ปรัสเซีย (คงมาจาก โปแลนด์ + รัสเซีย เพราะนี่คือที่มาของเชื้อชาติ)
หลังจากนั้นก็มีสงครามศาสนาเข้ามาเกี่ยว เปลี่ยนไปมา จนกลายมาเป็นโปแตสแทนต์ ถึงกับต้องแบ่งปรัสเซีย
ออกเป็นตะวันตก ตะวันออก..
จนมาถึง บิสมาร์ค ที่สามารถจับรวมเข้าด้วยกัน ให้มาเป็นเยอรมัน หลังจากที่ชนะสงคราม Franco-Prussian
(สงครามกับฝรั่งเศส) ในปี 1871 ค่ะ

ที่ถามว่า..
ตอน bloody rose ก่อการและพวก Free Cops ออกมาสู้นั้น...รัฐบาลไม่มีทหารเป็นของตน..หรือทั้งรัฐบาลและ
ทหารเองก็แบ่งพวกสู้กัน ?

คำตอบคือ คุณต้องกลับไปดูสถานะการณ์ว่า ตอนนั้นคือช่วงของปี 1918-1919 เยอรมันกำลังทำสงครามอย่าง
หนัก กับมหาอำนาจ ขอให้คุณคิดดูก็แล้วกันว่า พวกเขาเข้มแข็งขนาดไหน สี่ปีเชียวนะคะ กว่าจะล้มเขาได้..รัสเซียเองยังต้องขอถอยไปตั้งหลักใหม่ ถ้าไม่ได้อเมริกามาช่วย รับรองว่า เยอรมันชนะแน่
เขาแพ้เพราะ(ฮิต เล่อร์ว่า) เกิดจากการก่อกบฏภายในขณะที่ประเทศกำลังต้องการความสามัคคี จากพวกยิวที่ยุยงปั่นป่วนชนชั้นกรรมกรด้วยลัทธิใหม่ จากยิวที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในประเทศจนร่ำรวย
เปรียบได้ว่า..พวกเขารบอยู่ที่นอกบ้าน ในบ้านถูกคนเข้ามาวางเพลิง.
อย่างที่ แม่กุหลาบแดงเดือดกับคาร์ลชู้รัก ได้ทำอยู่

และที่ถามว่า..
ถ้ารัสเซียอยากให้เยอรมันเป็นคอมฯ ทำไมไม่ส่งทหารเข้าไปจัดการ ?

9. พวก free cops นั้นยังชีพอย่างไรครับ...รับอาหาร&อาวุธเอาจากใคร ?

ตอบ..รัสเซียเองก็เพิ่งเปลี่ยนการปกครองไปหมาดๆค่ะ จากกษัตริย์มาเป็นกรรมกร ทำให้พวกชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่
ฮึกเหิมถึงกับคิดจะเข้ายึดครองในประเทศอื่นๆในยุโรปด้วยลัทธิ (อย่างที่เล่ามาในฮังการี)
ยังไม่ได้มีกองทหารเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่กลุ่มแทรกแซงที่
เข้าไปสร้างความเดือดร้อนที่นั่นที่นี่ อย่าง Bela Kun

พวกนักรบ Free Corps คือพวกทหารผ่านศึกที่รัฐบาลเรียกกลับมาจากแนวหน้า ที่เข้ามารวมตัวกันไม่ยอมให้
บ้านเมืองตกในมือของคอมมิวนิสต์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและรัฐบาลฝ่ายขวา{right wing}
ดังเหตุการณ์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ในมิวนิค..คอมมิวนิสต์ในการนำของ Levine เข้ายึดครองอย่างเด็ดขาด..
นักรบ FC เก้าพันคน นัดรวมตัวกันที่ Nuremberg เพื่อเคลื่อนทัพเข้าสู่มิวนิค และ เพียงสิบไมล์ก่อนถึง..คือเมือง
Dachau (อ่านว่า ดักเฮา) เกิดการปะทะกันขึ้น..
กองทัพคอมภายใต้การนำของ Ernst Tollerชนะ..
นักรบ Free Corps ตายเรียบ..ไม่เหลือ
นี่ คือเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ..ซึ่งฮิตเล่อร์จำไว้อย่างละเอียดละออ..เขาจึงเลือก Nuremberg เป็นศูนย์กลางการประชุมต่างๆ..และ..เลือก..Dachau เป็น..สถานีนรกแก่ศัตรู(หมายถึง Concentration camp แบบจงใจ)

พระจ้าลุดวิคที่สองช่างมีกรรมเสียจริงๆ เพราะ หลังจากที่ต้องแพ้สงครามเจ็ดอาทิตย์มาหมาดๆ
ก็เกิดสงคราม Franco-Prussia ขึ้นมาอีก คราวนี้คือ ปรัสเซียกับฝรั่งเศส ซึ่งกองทัพบาวาเรียต้องถูกเกณฑ์ไปร่วมกับปรัสเซีย
(เพราะอำนาจทางการทหารได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชนะในสงครามคราวที่แล้ว)
ในระหว่างนั้น แทนที่พระองค์จะสนใจในเรื่องการบริหารบ้านเมือง
กลับหลบลี้หนีไปอยู่ตามเขตชายแดนเทือกเขา
และ..ถลุงเงินในท้องพระคลังอย่างสะใจ โดยสร้างปราสาทขึ้นมาอีก
สามหลังพร้อมๆกัน ตามความฝันที่มี..
หมดเงินไปกว่า 31 ล้านมาร์คเอง..
หลังนี้ชื่อ Neuschwanstein
เป็นปราสาทที่นาย วอลส์ ดิสนีย์ ขอลอกเลียนไปเป็นปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ในดิสนีย์แลนด์ไงล่ะ

จนในที่สุด ปรัสเซียก็ชนะสงครามกับฝรั่งเศส บิสมาร์คก็ขอร้องแกมบังคับให้พระองค์รวมอาณาจักร์บาวาเรียเข้า
กับ German Empire ภายใต้การบริหารของรัฐบาลบิสมาร์ค โดยมีพระเจ้า
Wilhelm II {Kaiser} เป็นประมุข ซึ่ง..พระองค์ก็เซ็นยินยอมแบบไม่เกี่ยงงอน เพราะ ไม่มีอะไรเหลือสำหรับพระองค์อีกแล้ว..

วาคเนอร์ก็มาตายจากไปในปี 1883 ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้ากับพระองค์อย่างที่สุด
แต่เนื่องจากพระองค์ทรงคลั่งไคล้อยู่สามสิ่ง..นั่นคือ การสร้างปราสาท,
ดนตรีของริชาร์ด วาคเนอร์, การละคร
จนรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ โดยส่งแพทย์ทางจิตมาควบคุมพระองค์ และ..
วันที่ 13 มิถุนายน 1886 มีผู้พบพระศพของพระเจ้าลุดวิค กับแพทย์ผู้ควบคุมจมน้ำตายในทะเลสาบ Starnberg
โดยยังเป็นปริศนาดำมืดอยู่ว่า เป็นการ:-) หรือ การลอบสังหารกันแน่..

เดี๋ยวจะว่ามาเล่าเรื่องเจ้าๆทำไม..เพราะว่า..ถ้าจะดูให้ลึกๆจริงๆแล้ว ฮิตเล่อร์ ได้รับอิทธิพลจากพระเจ้าลุดวิคที่สองนี่มากมาย..

ฮิตเล่อร์เกิดเมื่อปี 1889 (สามปีหลังจากการสิ้นพระชนม์) ที่ Braunau(ใกล้ๆกับ Linz) ตอนเหนือของออสเตรีย ที่
ใกล้กับชายแดนเขตของบาวาเรีย..และอิทธิพลของความเป็นบาวาเรียนนั้น แผ่คลุมซึมลึกลงไปในสายเลือด โดย
เฉพาะฮิตเล่อร์นั้นเป็นอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น..นั่นคือเขามักเป็น"สุดโต่ง" ของสิ่งใดทั้งหมด เหมือนกับพระเจ้าลุด
วิคราวกับเป็นพระองค์กลับชาติมาเกิด เช่น..
1.หลงไหลในเสียงเพลงและผลงานริชาร์ด วาคเนอร์ (ในต่อมา ฮิตเลอร์ก็ติดต่อกับคนในตระกูลนี้)
2.ชอบการสร้างในเชิงสถาปัตยกรรม.. ในฐานะที่ฮิตเลอร์ไม่มีเงินทองมาสร้างพระราชวัง แต่เขาสร้างเอาเองใน
จินตนาการ (ดูจากการรูปภาพ)
3.รักการใช้ชีวิตบนภูเขา (ดูจากการสร้างเบอร์เตสการ์เดน หรือที่เรียกว่า Eagle's nest)
4. ผู้หญิงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของชีวิต (เพราะอะไร..ค่อยมาว่ากันทีหลัง)
5. จุดจบ...คือการเลือกที่จะจบชีวิตด้วยตัวเอง

และขอให้คิดดูว่า ฮิตเลอร์ต้องมาพบกับความล่มสลายของอาณาจักรบาวาเรียที่เขารัก ด้วยฝีมือของของยิวเพียงไม่กี่คน

ตามข่าวเล่าว่า..พระเจ้าลุดวิคที่สาม ถูกสั่งให้ขนข้าวของออกจากวัง..ขึ้นรถภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง..และ..ขณะที่
รถแล่นออกจากวังไปอย่างช้าๆ พวกคณะยิวปฏิวัติยิงปืนไล่จนรถพระที่นั่งต้องเร่งความเร็วขับหนี เป๋ปัดปุเลงๆลง
ไปในไร่มันฝรั่งแบบทุลักทุเล ฝุ่นตลบ..ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าทหารแดง