จากการพ่ายแพ้แก่กองทัพคอมมิวนิสต์ครั้งนั้นแล้ว..เท่ากับเป็นการเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
พรรคคอมมิวนิสต์ได้แผ่กระจายเข้ายึดครองควบคุมไปเกือบทั่ว..สร้างความวิตกให้กับคณะรัฐบาลกรุงเบอร์ลินอย่างที่สุด
จึงต้องส่งข่าวไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยเหนือโดยด่วน..ก่อนที่จะเกิดการล่มสลาย
ซึ่ง..เหล่าบรรดากองทัพ Free Corps ได้เข้ารวมตัวกัน เรียกระดมพรรคพวกที่ Thuringia at Ohrdruf ที่ห่างไปจาก มิวนิคถึง 400 ไมล์
จนได้ครบถึงสองหมื่นคน จึงได้เคลื่อนตัวเข้าสู่เป้าหมาย..
ตลอดทางมาก็มีผู้เข้ามาร่วมด้วยอีกมากมาย รวมทั้ง
FC จาก บาวาเรียที่เข้ามาสมทบด้วย
(หนึ่งในนั้น มี Friez Braun ซึ่งกลายมาเป็นพ่อของ
เอวา บราวน์ ในภายหลัง)
ข่าวการมาของกองทัพเสรีเยอรมัน Free Corps ชุดใหญ่นั้น ได้ทำให้คณะคอมมิวนิสต์ในเมืองมิวนิคตื่นตระหนก
เพราะเริ่มมีการสั่งงานวางแผนรับมือที่แสนไม่เข้าท่าของ Levine ความเห็นเริ่มแตกกระจาย..
Ernst Toller ลาออกจากการเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคเพราะทนความบ้าๆบอๆของ Levine ไม่ได้ ในการที่เขาสั่งจับผู้คนในเมือง
เข้ามาเป็นตัวประกัน..และก่อตั้งหน่วยแดงเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการขั้นรุนแรง
กองทัพ FC สามารถยึดเมือง Dachau คืนได้อย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกัน ก็ได้ข่าวว่า ในกรุงมิวนิค ฝ่ายคอมได้จัดการยิงตัวประกันไปแล้ว กว่าสี่สิบศพอย่างเลือดเย็น..
นั้นแหละ..หน่วย FC ต่างเป็นเดือดเป็นแค้น
จนแผ่นดินแทบลุกเป็นไฟ..จัดการสำเร็จโทษทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างสาสมชนิดที่ว่า คนไหนถูกยิงตายไปก็นับว่าโชคดีสุดๆที่ไม่ต้องถูกทรมาน
และทั้งหมดได้เข้ามาล้อมมิวนิค เพื่อเตรียมจัดการกับเจ้าตัวการ..
ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ครองเมืองอยู่ เคยประกาศเหยง เหยงว่า..นี่คือ a battle to the death นั้น เสียงเริ่มแผ่วลง แผ่วลง
ทางเลือกสุดท้ายของ Levine นั่นก็คือ
สั่งยิงเป้าตัวประกันทั้งหมด
ตัวประกันนับสิบๆคนที่ถูกจับอยู่ที่ โรงเรียน Luitpold (โรงเรียนนี้ มีศิษย์เก่าคนหนึ่ง ชื่อว่า Albert Einstein)นั้นมี
นายทหาร FC สามคน..และ นักข่าวสาวฝ่ายขวาหนึ่งคน ที่ถูกนำตัวไปสังหารเป็นชุดแรก
แต่ชุดต่อไปนั้น สายตรงส่งข่าวมาว่า.. Toller มีคำสั่งให้หยุดยิง..ซึ่งเกิดการขัดแย้งชะงักงันว่าจะฟังคำสั่งใครดี
และทันทีที่กองทัพเยอรมันเสรีที่ล้อมมืองอยู่ได้ยินข่าวการสังหารตัวประกันนี้เข้า..แผ่นดินลุกเป็นไฟอีกแล้ว..
ทั้งหมดบุกเข้าเมืองทันที..เกิดการสู้รบกันครั้งยิ่งใหญ่..ฟ้าเมืองมิวนิคเป็นสีแดงเพลิง จากการเผา เผา และ เผา..
และในที่สุด ก็..เข้ายึดครองกลับคืนมาได้สำเร็จ..
Levine ถูกจับได้ ..โดนซ้อมเสียเละเทะก่อนที่จะโดนจ่อยิงเรซิน..เอ๊ย..ไม่ใช่ กระโหลกน่ะ
ส่วนคนอื่นๆก็เช่นกัน
แต่ Toller นั้น ในฐานะที่ห้ามการสังหารตัวประกันส่วนที่เหลือไว้ได้ โดนแค่ติดคุกห้าปี
(หลังจากออกจากคุก เขาได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และ ฆ่าตัวตายในปี 1939 สาเหตุ unknown)
เยอรมันสามารถกู้สถานะการณ์กลับคืนมาได้ด้วยชัยชนะในการปราบจราจล และขณะที่กำลังเดินมาร์ชไปตามถนนหนทางอยู่นั้น
ผ่านมาทาง..หน่วยกองร้อยที่ฮิตเล่อร์ประจำการอยู่พอดี..
ไม่รู้ว่าใครกันที่มือบอน..บังอาจยิงปืนขึ้นฟ้าต้อนรับ..!!
หน่วย FC ถึงกับกรูเกรียวขึ้นไปลากตัวลงมาทั้งหมด นำตัวเข้ากักขังเพื่อ ขึ้นศาลทหารทันที..
ฮิตเล่อร์ที่เพิ่งกลับเข้ามาในเมือง โดนใส่กุญแจมือกะเขาไปด้วย เข้าข่ายปลาเน่าตัวเดียว
และ..ในช่วงนี้คือช่วงการ"เอาคืน"ของฝ่ายเยอรมัน..
กล่าวคือ เกิดการสอบสวนเอาผิดพวกที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ทั้งหลาย
ในศาลทหาร..เผอิญว่า เหล่านายทหารหลายนายได้รู้จักฮิตเลอร์กันมาบ้างเพราะความเก๋าของความเป็นนักรบแนวหน้า
อีกทั้งเหรียญกล้าหาญนานาชนิดก็รับประกันคุณภาพ..
เขาจึงถูกปล่อยตัวออกมา..
หากแต่..ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะลูกขุนเข้าร่วมทำการตัดสินพิจารณาคดีนาน
เกือบเดือน..
รวมไปถึงการเป็นพยานชี้ตัวคนผิด
(ซึ่งโทษมีอยู่สองชนิดคือ ติดคุก กับ ยิงเป้า)
ซึ่งตรงนี้..ทำให้เขาได้รู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ(ในภายหลังคือ ฐานอำนาจของเขา)ของขบวน
การยุติธรรมมากมาย..
และจากการจุดนี้..ชื่อเสียงเขาเป็นที่รู้จักบ้าง ถึงแม้ว่า ยามเดินเหินในถนน..เขาต้องระวังตัวเหลียวหน้าเหลียว
หลังพอประมาณ
เพราะการที่ทำหน้าที่กล่าวโทษผู้ผิดให้ผิดหนักเข้าไปอีกนี่..อยู่ค่อนข้างยาก
เขาถูกคัดเลือกจากเหล่าซี้ในศาล..ส่งตัวไปเรียนปฏิบัติการจิตวิทยาในด้านประชาสัมพันธ์มวลชน ใน
มหาวิทยาลัยมิวนิค
เพื่อมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง เพราะ ในยามนั้น ลัทธิคอมมิวนิสต์ยังพอมีอำนาจตกค้างอยู่ไม่น้อย
สิ่งที่เขาต้องเรียนนั่นก็คือ ตำราที่กองอยู่สูงท่วมหัว อันกอร์ปไปด้วย..
German History After the Reformation.
Germany from 1870-1900.
Bavaria and the Unity of the Reich.
The Political History of the War.
The Significance of the Army.
German Economic Conditions and the Peace Terms.
State Control of Production.
Price Policies in the Economic System.
Russian and Communist Rule.
Socialism in Theory and Practice.
Foreign Policy.
Correlations Between Domestic and Foreign Policy.*
และที่สำคัญคือ เขาต้องฝึกหนักกับการที่ต้องรู้จักการใช้คำพูดให้คนระดับด้อยการศึกษา(อันเป็นส่วนใหญ่)ให้
เข้าใจในเนื้อหา.และมองเห็นภาพคล้อยตาม
(ซีอีอง ซีอีโอ ไม่ต้องพูดถึง เดี๋ยวคนไม่เข้าใจจะพากันเข้ารกเข้าพงไปปล่าวๆปลี้ๆ)
ดาวของเขาเริ่มฉายแสง..ในชั้นเรียนของ ศาสตราจารย์ Alexander von Muller ที่ได้กล่าวยกย่องถึงพื้นเพของ
ชาวเยอรมันที่มีศักยภาพเหนือชนชาติอื่นๆ (master race) ซึ่งมีนักศึกษาคนหนึ่งยืนขึ้นโต้เถียงความยึดถืออันนี้
ฮิตเลอร์ยกมือขึ้นขออนุญาต..เขาขอเสนอตัวขึ้นโต้วาทีกับเจ้าหมอนั่นอย่างเผ็ดร้อนทันที
ทุกคนนิ่งฟังถ้อยคำที่พรั่งพรู พร้อมด้วยอากัปกิริยาที่เอาจริงเอาจังของฮิตเลอร์ อย่างตะลึงงัน
ใครจะไปรู้ว่า..เจ้าหน้าจืด ที่วันๆไม่เห็นพูดจากับใครจะ"ซ่อนคม" ได้อย่างลึกซึ้งถึงขนาดนี้
และ..นี่เป็นครั้งแรก..ที่ทุกคนได้ยินการต่อต้านและเกลียดยิว ชนิดเข้ากระดูกดำ
แม้กระทั่งตัวอาจารย์..เริ่มคล้อยตามในทุกคำพูดที่ได้ยินได้ฟัง เพราะ มันเป็นความจริงที่หยั่งรากฝังลึกในใจของเยอรมันทุกผู้
ฮิตเลอร์เป็นเพียงผู้กล้า..ที่กล้าขุด..กล้าเพาะ ให้มันออกมาเจริญเติบโต จนคนเริ่มมองเห็นว่า..ผลและดอกของ
มันนั้นน่าเกลียดเพียงใด !!
และการที่เขาสามารถทำได้เช่นนั้น เพราะ ในแคว้นบาวาเรียที่ทุกคนเห็นอยู่ว่ามันได้เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเช่นไร
ตั้งแต่อยู่ในความครอบครองของพรรคคอมมิวนิสต์ อันเต็มไปด้วยนักการเมืองยิวกว่าสามในสี่
และไม่ใช่แค่ในบาวาเรียเท่านั้น แม้แต่พรรคบอลเชวิคที่รัสเซียเอง..ก็เต็มไปด้วยยิว
จนหนังสือ ไทม์ (มีนาคม 1919) ได้เสนอว่า กลไกในการการขับเคลื่อนของบอลเชวิคนั้น มาจากยิวกว่า 75 %
และยังเสนอในข้อความที่ว่า ยิวอาจครองโลกในสักวันหนึ่ง..ซึ่ง ฮิตเลอร์และชาวเยอรมันอื่นๆก็ได้เชื่อเช่นนั้น..
เขาถึงกับจบการสรุปในการโต้วาทีอย่างไม่เกรงใจใครว่า
"ประเทศชาติจะรอดได้ ก็ต้อง ขับโซเวียตและยิวออกไปให้หมดในเร็ววัน"
เสียงตบมือขานรับดังกึกก้อง..!!!
วันหนึ่ง..ร้อยเอก Karl Mayr หัวหน้าโครงการฝึกอบรมได้เข้ามาแวะเยี่ยมเยียน ดูผลของการก้าวหน้า
ศาสตราจารย์ von Muller ถึงกับรีบเข้าไปกระซิบกระซาบบอกความว่า..
รู้ป่าว..ว่าในกลุ่มที่มานี่มีนักพูดฝีปาก
เอกคนหนึ่ง
คาร์ลจึงถามว่าใครกัน..คำตอบที่ได้รับนั่นก็คือ "ฮิตเล่อร์..สิบโทจากกองร้อยไงล่ะ" และยังเรียกให้เข้ามาทำความรู้จัก
(คาร์ล..เล่าว่า) ชายคนนั้น ที่มีนามว่า ฮิตเล่อร์ มีท่าทางขี้อายนิดๆ สุภาพเรียบร้อย สำเนียงเหน่อเล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก..นอกจากรับรู้ว่า..นี่คือ "ดาว"ของทีม
สิ่งที่ตราแน่นในดวงจิตของฮิตเล่อร์(และชาวเยอรมันทุกผู้)..คือ ความโหดร้ายในการสังหารตัวประกันเมืองมิวนิค
ที่ผ่านมาหมาดๆ
ความเกลียดชัง โกรธแค้นยิวนั้นมีสะสมมากในใจของหมู่ชนชั้นกลาง เพียงแต่รอวันที่มันจะปะทุออกมาเท่านั้น..
แต่..เคราะห์ร้ายของเยอรมันไม่ได้หยุดลงแค่นั้น..ไม่มีใครนึกถึงได้ว่าสนธิสัญญากรุงแวร์ซายย์สำหรับผู้แพ้ศึกนั้น
มันจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้..
เพราะ
การแพ้ศึกของเยอรมันนั้น..เป็นการวางอาวุธแต่โดยดี เพราะเกิดจากปัญหาภายในประเทศ ทั้งๆที่ทหารในแนวหน้ายังคงรบพุ่งอย่างสามารถ
ใครๆก็คิดถึงแค่เพียง..ญัตติ 14 ข้อเรียกร้องของ ประธานาธิบดี วิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะเพียงพอ แต่ที่ไหนได้...!!!!
ภายใต้สนธิสัญญาครั้งนี้ เยอรมันต้องรับผิดชอบต่อการเป็นอาชญาสงครามครั้งนี้แต่ผู้เดียว..
นั่นหมายถึง..การริดรอนยุทโธปกรณ์ทุกชนิด ทางด้านกำลังทหารให้เหลือแค่ 100,000 นาย
น่านน้ำ..จะต้องถูกร่วมใช้
ดิน แดนแนวชายแดน ถูกเฉือนไปนับแสนตารางกิโลเมตรให้กับ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส ปรัสเซียต้องถูกแบ่งออกเป็นสองฟากฝั่งเพื่อที่โปแลนด์จะได้มีทางออกสู่ทะเล บอลติก
(เกิดเป็นฉนวนโปแลนด์)
ชาวเยอรมันสามล้านคน..หลุดไปในแคว้นโบฮีเมีย(เชคโกสโลวาเกีย),
อีกหกล้านคน หลุดเข้าไปใน โปแลนด์ เดน
มาร์ค เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส ไม่นับ เจ็ดล้านคนในออสเตรีย
ทั้งหมดคือเลือดเนื้อเยอรมัน สิบหกล้านคน..ที่ต้องพลัดพรากแยกย้ายไปอยู่ในคนละประเทศ.เพราะรอยแนวเฉือน
แถมพอหลุดเข้าไปก็ยังกลายเป็นชนส่วนน้อย หรือที่เรียกว่าประชาชนชั้นสองของประเทศเจ้าบ้านเข้าไปซะอีก
เสียงร่ำไห้ โหยหาดังระงม..
นี่คือกรรม..เฉกเช่นเดียวกับที่เซอร์เบีย(ตอนที่ ออสเตรียเขาไปแบ่งบอสเนีย)ได้รับ..จนเป็นที่มาของการลอบปลง..
ของ Franz Ferdinand ดังที่เล่ามาแล้ว
วันเซ็นสัญญา..หลังจากที่ได้อ่านจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว..รมต.ต่างประเทศของเยอรมัน ไม่ยอมเซ็น
เพราะรับไม่ได้
และพยายามต่อรองอย่างสุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่ได้ผลใดๆ
รัฐมนตรีชุดใหม่ชุดนั้นในคณะของประธานาธิบดี Ebert ลาออก..(เพราะคงไม่อยากให้ลูกหลานด่าเอามัง?)
แม้แต่..ประธานาธิบดีวิลสันแห่งอเมริกา ยังพูดกับ Herbert Hoover ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไป ว่า
"เป็นผม ผมก็ไม่เซ็น"
พอสัญญาไม่ยอมเซ็น กลุ่มพันธมิตรโดยเฉพาะ ฝรั่งเศสก็ประกาศกร้าวมาทันทีว่า..จะบุกกรุงเบอร์ลิน และเข้า
ยึดครองซะให้สิ้นเรื่อง
ฝ่ายนายทหารเยอรมันระดับสูง..ก็ฮึดฮัด เอาวะ..เป็นไงเป็นกัน จะรบกันต่อก็ยังได้..
แต่..ในที่สุด Hindenburg และเหล่าขุนพลใหญ่ ก็..ตัดปัญหาไปโดยส่งคณะตัวแทนคนอื่นไปเซ็นๆซะให้เป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางความอาดูรของประชาชนทั้งประเทศ..
ที่พอสรุปได้ว่า..เยอรมัน..ต้องเป็นหนี้กว่า
40 % ของมูลค่าของทั้งประเทศ,
สูญเสีย3/4 ของทรัพยากรแร่,
1/3 ของถ่านหิน,1/8 ของอุตสาหกรรม,1/8 ของดินแดน,1/10 คือประชาชน,
อีกทั้ง..ทรัพย์สินทั้งอสังหาและสังหา ของชาวเยอรมันที่อยู่นอกประเทศจะต้องถูกริบหมด(เคยเล่าแล้วในเรื่อง ไวน์ ไวน์)
ในกลุ่มนักพูดปลุกระดมที่ผ่านคอร์สการเทรนทั้งสิ้นมีด้วยกัน 23 คนรวมฮิตเล่อร์ ภายใต้การนำของหัวหน้าทีม
คือ Capt. Karl Mayr เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมออกปฏิบัติการ
การซ้อมฝีปากในระยะแรกๆนั้น..คือการไปพูดตามค่ายทหารต่างๆ (ที่มักถูกต้อนมาฟัง)
ญัตติในการบรรยายมักเป็นหัวข้อประมาณว่า "สงครามครั้งนี้ เป็นความผิดของใคร" อะไรเทือกนี้
และทุกครั้งที่มีการปราศัยเยี่ยงนี้ ฮิตเล่อร์สามารถเรียกผู้คนให้เข้ามาฟังได้มาก สมดังกับที่เป็นดาว..
และเขาเริ่มตีหนัก..ในข้อคับแค้นของประเทศที่เขาเรียกว่า Beggar Nation อันสืบเนื่องมาจากผลของจากสนธิสัญญาแวร์ซายย์
และการพูดทุกครั้งนั้น เขาไม่เคยละเว้นในการจิกตีพวกยิว..และยกย่องสายเลือดเยอรมัน
จนบางครั้งออกจะผิดหูของคนบางคน ถึงกับต้องสะกิด
Karl Mayr และกระซิบบอกว่า
"จับตาดูๆมันหน่อยนะ ไอ้หมอนี่มันพูดอะไรแปลกๆว่ะ"
ในที่สุด ผู้กอง Karl จึงให้ฮิตเล่อร์เขียนรายงานเรื่องชาตินิยมมาให้ดูกันหน่อย..
และเขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่ข้อรายงานนั้น
เต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่มีต่อยิว..อย่างมากมาย
(หมายเหตุ ..เพราะหลังจากสงคราม ยิวระดับปริญญาทั้งหลายได้เข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตมากมาย ถึงกับร่างกฎหมายออกมาใหม่ คือ ยกเลิกกฎข้อห้ามจำกัดสิทธิต่างๆที่ชาวยิวเคยได้รับ..ทั้งในด้านการค้าและ การเมือง มี
ศักดิ์และสิทธิเทียบเท่ากับพลเมืองเยอรมันในทุกประการ)
เพราะว่าในสามเดือนหลังจากที่สัญญาทาสได้ถูกลงนามแล้วนั้น เยอรมันมีเวลาสามเดือนที่ต้องลดขนาดของกำลังพลให้มาอยู่ที่สองแสน (ในขั้นแรก)
แต่สถานะการณ์บ้านเมืองเรื่องของการจราจลและความขัดแย้งยังมีอยู่มากมาย
รัฐบาลจึงต้องเลี้ยงพวก"ทหารไร้ยศ"เอาไว้เป็นฐานกำลัง
ฮิตเล่อร์จึงต้องไปพูดปลุกขวัญกำลังใจพวกทหารเหล่านี้ ซึ่งเขาเขียนไว้ใน Mein Kampf ว่า..
"เขาได้พูดทุกอย่างออกมาจากใจ และด้วยความรักชาติอย่างแท้จริง" สิ่งที่เขาไประบายออกไปสู่เพื่อนร่วมชตา
กรรมนั้น คือ
ความที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสัญญาทาส และที่สำคัญคือ.ความหวังในการกอบกู้ประเทศชาติให้กลับมาเป็น
ใหญ่อีกครั้ง..
จนในวันที่ 12 พฤศจิกายน เขาได้มีโอกาสไปร่วมฟังการอภิปรายในพรรคเล็กๆพรรคหนึ่ง ชื่อว่า..German Workers's Party
ซึ่งหลังจากสงครามกลางเมืองมานั้น..รัฐบาลให้โอกาสกับประชาชนที่จะจัดตั้งพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อการพบปะ
หารือกันตามชอบใจ
รวมไปถึงข้าราชการอย่างฮิตเล่อร์ด้วย ที่การพบปะหารือส่วนใหญ่นี้ มักจัดกันตามร้านกาแฟบ้าง ร้านเบียร์ บ้าง..
คราวนี้ฮิตเล่อร์แต่งตัวซะหล่อในสูทสีน้ำเงิน(ตัวเก่ง) และได้ไปปรากฎตังที่..Sternecker Brewery
(ตอนนั้นการพบปะแบบนี้กำลังเป็นที่นิยม เรียกว่า Biertischpolitik = Beer-table politics]
วันนั้น..ผู้นำการอภิปรายคือ Deitrich Eckart นักเขียน(ขวาจัด)ที่ค่อนข้างมีชื่อ และคนที่เขารู้จักอีกคนหนึ่งคือ
Gottfried Feder(Anti-Capitalist) น้องเมียของ ศาสตราจารย์ von Muller
ผู้ฟังที่มาร่วมนั้นมีแค่ ไม่ถึงยี่สิบคน ต่างสาขาวิชาชีพกันมา
Eckart พูดอยู่คนเดียวร่วมสองชั่วโมง..ซึ่งฮิตเล่อร์เห็นว่า น่าเบื่อ น้ำท่วมทุ่ง..
แต่ก็ต้องทนฟังจนจบ เพราะ ต้องกลับไปทำรายงานส่งหน่วย..
แต่ก่อนกลับก็ต้องเอาซะหน่อย..
เขาลุกขึ้นยืนแนะนำตัวเอง..แล้ว กล่าวถึงนโยบายในการเป็นไปได้ที่จะรวบรวม
เยอรมันเข้าเป็นปึกแผ่นดังเดิม
ด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ น้ำเสียงเร้าใจ..ท่าทีเอาจริงเอาจัง..
สะกดให้ทุกคนเงียบงัน..ระคนทึ่ง
จนรองหัวหน้าพรรค คือ Anton Drexler หัวหน้าหน่วยเทศบาลมิวนิค ถึงกับเข้ามาแสดงความยินดี และ..ขอร้องให้เข้ามาร่วมพรรค
ซึ่งเขาขอเวลาศึกษานโยบายดูก่อน ก่อนที่จะลาจากพร้อมกับเอกสารของพรรคปึกใหญ่ในมือ
(เห็นป๊าวว..ปากเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง)
และหลังจากที่เขามาอ่านดูในนโยบายนั้น..มันใช่เลย..ใช่ทุกอย่างในความคิดของเขาที่มี
นั่นคือ การรวบรวมประชาชนชั้นกรรมกร ทหารผู้น้อย ชนชั้นล่าง ให้เข้ามาหากัน
ดึงพวกเขาให้ออกมาจากการเชื่อถือใน
มาร์คซิสต์ โดยการเป็นสังคมนิยมอย่างเยอรมันแบบเต็มฉบับ
อันเป็นปฏิรูปใหม่ ที่ ผู้ค้า..ผู้ปลูกและผู้ผลิต ต้องดำเนินการร่วมกัน
เขาจึงตกลงใจในการเข้าร่วมพรรคกับ Drexler
แต่เหตุผลจริงๆแล้ว..ความสามารถในการพูดปลุกระดมของเขานั้น น่าจะไปร่วมพรรคใหญ่ๆได้ หากแต่..เขาเอง
ที่รู้ดีว่า ในสภาพของ"การด้อยศึกษา"ของเขานั้น จะไปไหนไม่ได้ไกล
จากประสบการณ์ที่ได้รับมา คือ เขาเคยไปพูดในพรรคที่มีชื่อเสียง
หากแต่..พบว่า ระหว่างที่เขากำลังพูดนั้น พวกบรรดา ปัญญาชน หรือพวกที่เรียกตัวเองว่า
อินเทเลคฌ่วล ต่าง
พากับเดินออกไป หรือถ้านั่งอยู่ ก็ไม่ได้สนใจฟังแต่อย่างใด..
ซึ่ง ในจุดนี้..เขามักถามแกมท้าทายตัวเองว่า..ระหว่าง การศึกษากับคุณภาพ นั้นอย่างไหนจะไปได้ไกลกว่ากัน
พวกปัญญาชน มักยึดถือ ยึดมั่น กับความรู้ที่เรียกว่า necessary knowledge ที่ทางสถาบันยัดเยียดใส่มาให้ในสมอง
ซึ่งเขาเหล่านั้น ชอบตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของตัวเองในด้านประกาศนียบัตรแห่งวิชาที่ได้รับ..โดยการที่ดูถูกคนอื่นที่ด้อยกว่า
หากแต่ เขาเชื่อว่า คนเหล่านั้นจะไม่มีวันถามตัวเองเป็นเด็ดขาด ว่า..แล้วเอาวิชาที่มีมาทำอะไรให้งอกเงยได้บ้างล่ะ..?
เพราะ..น้อยคนนักที่จะหาคำตอบให้กับตัวเองได้
(สาบานว่าไม่ได้เขียนเองนะ..ใน Mein Kampf เขาใช้คำว่า stupidity and pride จริงๆ)
เพียงไม่นานของการร่วมทีม ฮิตเล่อร์ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อความเจริญเติบโตของพรรค จากเพียงจำนวนสิบ
มาเป็นจำนวนร้อยๆ
และจากการอภิปรายเดือนละสองครั้ง มาเป็น รายอาทิตย์
จากนั้นก็มีการเดินสายไปยังนานาทิศ
ที่ เมือง Dachau นั้น มีคนเข้ามาร่วมฟังนับจำนวนร้อยๆ จากนั้นต่อมา..ตำแหน่งในพรรคของฮิตเล่อร์ก็เขยิบขึ้นไปเรื่อยๆจนขึ้นมา เป็นรองหัวหน้าพรรค คงความสำคัญต่อจากหัวหน้า คือ Drexler แต่ผู้เดียว
และต่อมาในต้นปี 1920 พรรค แรงงานของเขาได้มีสมาชิกพรรคถึง 190 คน (หมายถึงสมาชิกที่ส่งเงินสนับสนุนรายเดือนในอัตราคนละครึ่งมาร์ค)
แต่คราวนี้มันมีปัญหา นั่นก็คือ สถานภาพของสมาชิกที่ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและทหาร
กรรมกรจริงๆมีเพียงไม่กี่คน นับว่าเป็นส่วนน้อยมาก ..
สาเหตุ ที่มีทหารเข้ามาร่วมมากเพราะ ตอนนี้ เขามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งที่มีความคิดที่เหมือนกันราวกับแกะ แต่คนนี้ติดจะบ้าระห่ำไปเสียหน่อย
เขาคือ Captain Ernst Rohm ผู้ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน บนในหน้าของเขานั้นสังเกตง่ายๆ ว่าใช่สำเนาจริง นั่นคือ จมูกด้านบนหายไป แก้มมีรอยกระสุนผ่าน
และ...เขาไม่เคยปิดบังว่าเขาเป็นเกย์
Ernst พาฮิตเลอร์เข้าไปให้รู้จักกับผู้ใหญ่ในสายกองทัพอีกมากหน้าหลายตา ซึ่งฮิตเลอร์ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้
ต่อการปราศัยที่ค่อนข้างดุเดือดของเขาที่ Hofbrauhaus ในเดือนกุมภาพันธ์ 1920 ที่นั่นมีคนมาชุมนุมกว่าสี่ร้อย
คน..ครึ่งในนั้น คือกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์
และวันนั้นเป็นวันที่ฮิตเล่อร์ต้องเปิดปราศรัยถึงนโยบาย 25 ข้อที่เขาได้เตรียมไว้
นั่นคือ
รวบรวม ชาวเยอรมันที่กระจัดกระจายให้มารวมอยู่ด้วยกัน, ยกเลิกสัญญาทาสแวร์ซายย์, จัดตั้งกองทัพประชาชน, ไม่ปราณีต่อศัตรู, เพิ่มค่าแรงกรรมกร, จัดการกับพวกเซ็งลี้ของสงคราม, จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้ทั่วถึง,
อุตสาหกรรมโรงงานต้องมีการปันกำไรต่อคนงาน, ปรับอัตราเช่าแก่ร้านค้าขนาดเล็กใหญ่ให้มีราคาย่อมเยา,
คนแก่ได้รับสวัสดิการเต็มที่, และ ที่สำคัญ คือ ยึดสิทธิต่างๆคืนมาจากพวกยิวให้หมด โดยถือเป็นชาวต่างชาติ ไม่มี
สิทธิในการทำกินใดๆในประเทศ,เนรเทศยิวในเขตที่มีประชากรหนาแน่น, และยิวที่เข้าเมืองหลังจากวันที่ 2
สิงหาคม 1914 มีโทษเนรเทศสถานเดียว..
(ถ้าไปได้ยินอะไรเทือกนี้จากรัฐบาลไหนๆ ก็ขอให้รู้ว่าไม่ใช่ของใหม่ที่คิดกันได้เองนะเคอะ)
สิ้น เสียงประกาศนโยบาย แก้วเบียร์ลอยละลิ่ว..จากนั้นก็มีการทุบตีกันพอสมควร หากแต่ ทหารในหน่วยคอมมานโดที่ Ernst จัดมาให้ดูแลนั้นเข้าคุมสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อย
ฉะนั้น..เขาควรเข้าไปเจาะ...ในกลุ่มของชนชั้นกลางที่เข้าข่ายปัญญาชน..และ เขาได้เคยจำกัดความไว้ว่า...
พวกอินเทลเลคฌ่วลเหล่านี้ คือปัญหาสำคัญ เพราะชนพวกนี้ มีแต่ " โง่แล้วอวดฉลาด"
ที่ไม่เคยพาชีวิตให้พบกับ
ความ แปลกใหม่ในเชิงสร้างสรร ถนัดอยู่แต่การย่ำอยู่กับที่ และ วันวันรอรับมรดก ส่วนอะไรที่เคยทำอยู่สามสิบ สี่สิบปีก่อน ก็ยังคงทำอยู่เช่นนั้น
แถม..นับวันมีแต่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมาร์คซิสต์เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆอีกต่างหาก..
อีกทั้งกองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด..พรรคการเมืองก็ต้องมีทุนอุดหนุนฉันนั้น
เสนาธิการในด้านปรับปรุงตัวใหม่เพื่อเข้าสู่วงจรของผู้มีอันจะกินของฮิตเล่อร์ คือ Dietrich Eckart นักเขียนผู้กว้างขวางนั่นเอง..
ทั้งสองมีอุดมการณ์ที่คล้ายคลึงกัน หากแต่ ในวุฒิปัญญา และ วุฒิภาวะ นั้น Eckart มีเพียบพร้อม เพราะเขาแก่กว่าฮิตเล่อร์ร่วม ยี่สิบปี
ในยามนั้นเขาอายุได้ 51 ฮิตเล่อร์เพียง สามสิบกว่าๆ
และ Eckart คนนี้นีแหละ ที่เคยจำกัดความคุณสมบัติของตัวผู้นำพรรคไว้ว่า..ต้องเป็นคนธรรมดาสามัญที่กล้า
หาญ ไม่กลัวเสียงปืน..
ไม่ตื่นตูมต่อสถานะกาณ์คับขัน..ฝีปากกล้า..มุ่งมั่นต่ออุดมการ และ ที่สำคัญสุด คือ
ต้องเป็นโสด..
และเขาหยอดท้ายไว้ว่า..แล้วพวกผู้หญิงก็จะตามมาเอง..!!
ขั้นแรกเขาได้ปรับปรุงการแต่งกายของ
ฮิตเล่อร์เสียใหม่ ให้รู้จักใส่เสื้อโค๊ตตัวยาว ปรับภาษาที่ใช้ให้ถูกต้อง พาไป
นั่งทานอาหารในที่หรูๆเพื่อพบปะกับบุคคลต่างๆ
พร้อมทั้งแนะนำว่า
นี่แหละ คือผู้นำของชาติในอนาคต
ในบางปาร์ตีไฮโซที่เขาได้ย่างเท้าเข้าไป..เรียกว่าถึงขนาดต้อง"ตาลุก" กลับเอามาเขียนบันทึกไว้ว่า
"พนักงานใส่เครื่องแบบที่แสนโก้เก๋ จนชุดสูทสีน้ำเงิน(ตัวเก่ง)ของเขานั้นหมองไปถนัดใจ..ไม่นับห้องน้ำที่ปรับน้ำอุ่นได้ด้วย"
ฮิตเล่อร์ได้รู้จักใช้ถ้อยคำให้เหมาะควรแก่บรรดาหูของไฮโซ เช่นว่า ไม่มีการเรียกชนชั้นล่างว่า กรรมกรหรือคนจน
โดยเด็ดขาด
หากแต่จะเป็นผู้ที่ด้อยโอกาส และสำหรับฝ่ายที่ตรงกันข้าม เขาจะใช้ว่า..ผู้ที่มีการศึกษาหรือคุณภาพบุคคลแทน
พวกผู้ชายต่างก็ศรัทธาในความเป็นนักพูดของเขา..
พวกผู้หญิงต่างก็เห็นขันและเอ็นดูในตัวเขา เรียกเขาว่า..
ตาเปิ่นที่น่ารัก {Charmingly clumsy}
และ ในเดือน กุมภาพันธ์ เขาและ Drexler เห็นพ้องต้องกันว่า เดินมาถูกทางแล้ว..จึงจัดการเปลี่ยนชื่อพรรคเสีย
ใหม่ว่า..
Germam NAtionalsoZialist Party {NAZI}
จาก นั้นเดือนหนึ่งต่อมาคือวันที่ 31 มีนาคม 1920 คือวันที่เขาพ้นจากการเป็นทหาร และได้รับเบี้ยบำนาญเดือนละ 50 มาร์คเพื่อประทังชีพของการเป็นพลเรือนในต่อไป..!!
เขาย้ายไปเช่าห้องอยู่ที่ตึกในย่านชนชั้น
Med-Low บนถนนที่ชื่อว่า..Thiersch Strasse เป็นตึกห้าชั้น โดยที่เขา
เลือกห้องเล็กๆทางด้านหลังของชั้นสอง
สภาพในห้องนั้นกว้างยาวแค่ แปดฟุตคูณสิบห้า..พื้นปูด้วยกระเบื้องยางเก่าๆ มีพรมชิ้นวางให้เป็นเฉพาะจุด
เตียงตั้งอยู่มุมห้อง โต๊ะเขียนหนังสือ หิ้งชั้นวางของ
เท่านี้ก็แทบเต็มห้อง..สิ่งทีมีค่าสิ่งเดียวที่เขาแขวนไว้บนฝาผนัง นั่นก็คือ รูปของ Klara แม่ที่สุดรักสุดบูชา อันเป็น
ฝีมือวาดของเขาเอง
ภายในตึก..เจ้าของจะจัดห้องโถงข้างล่างเพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้เป็นที่พบปะสังสรร นั่งคุยกันตามประสาคนบ้านเดียว
กัน(เป็นเรื่องปรกติในเยอรมัน) และมุมห้องมีเปียนโนวางไว้ให้ตามแต่พอใจ ฮิตเล่อร์มักใช้เวลาว่างตรงนี้ กับการบรรเลงเพลงของ
วาคเนอร์หรือไม่ก็ เวอร์ดิ
จากปากคำของเจ้าของตึกที่ว่า..เขาก็เป็นคนปรกติ นิสัยดี ทักทายกันเสมอๆ จ่ายค่าเช่าตรงเวลาทุกครั้งต่างหาก !!
เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถึง สิบปี..
และสิ่งเดียวที่ได้มีเปลี่ยนแปลงหรือขยับขยาย นั่นก็คือ การเช่าห้องที่ติดกันต่อเติมเพิ่มขึ้นมาอีกห้องหนึ่งในภายหลัง
โชคเป็นของพรรคนาซี(ใหม่ๆหมาดๆ)
เพราะ ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา รัฐบาล weimar (สาย Nationalist and
People’s Party)ได้คะแนนเสียงถล่มทลาย อยู่ต่อไปอีกสิบสองปี
ฮิตเล่อร์ยังคงออกปราศรัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการหยั่งเสียงและการที่จะมีโอกาสกวาดต้อนสมาชิกเข้าพรรค
และ โชคก็ช่วยส่งเสริมอีกนั่นแหละ เพราะหนังสือพิมพ์ดังๆหลายฉบับในยุโรปได้แฉเอกสารลับที่ยิวระดับผู้นำใน ประเทศต่างๆ ที่มาประชุมกันพบปะหารือกันในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 1897 ชื่อว่า
The Protocols of the Wise Men of Zion ซึ่งเนื้อหาคือแผนการครองโลกในวิธีการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางการเมือง หรือ ทางยุทธวิธี
ศาสนาอื่นๆจะต้องถูกลบล้าง,รัฐบาลจะต้องถูกถอดถอน,
ในเดือน พฤษภาคมของปี 1920
ลอนดอน ไทม์ได้ลงข่าวนี้อย่างเอาจริงเอาจัง แถมกระจายข่าวไปยัง อีก 16
ประเทศ ภาษาใครภาษามัน
แม้ แต่ในอเมริกา Henry Ford ได้นำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของเขา The Dearborn Independent และยังขยายข้อความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในหนังสือของเขา คือ
The International Jew: The World Foremost Problem หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ขายกว่าสามล้านเล่ม เนื้อหาก็ไม่พ้นไปจากของฮิตเล่อร์สักเท่าไหร่นัก
ซึ่งเข้าทางนาซีเขาเลยเชียว....ฮิตเล่อร์ใช้ข้อความดังว่าสนับสนุนนโยบายของเขาทันที
ทีนี้ฮิตเล่อร์เริ่มอ่อนเสียงในการตีลัทธิ
มาร์คซิสต์ กล่าวคือ พักไว้ก่อน แต่หันมาเล่นงานพวกยิวล้วนๆ เพราะตอนนี้
เสียงประชาชนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจ
และต่างก็เริ่มมองเห็นมหันตภัยมืดที่กำลังก้าวเข้ามา ตามที่หนังสือพิมพ์ได้ว่าไว้
แต่ขณะนั้น พรรคนาซี ก็ยังคงกรอบเป็นข้าวเกรียบ เพราะไหนจะค่าเช่าสำนักงานพรรค
ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าหอประชุมในยามอภิปราย..ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้เงินมากกว่า 700 มาร์ค
รายได้ก็มาจากสมาชิกที่แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนรายได้เสริม นั่นก็คือการเก็บค่าเข้าฟังคนละหนึ่งมาร์ค
เจ้ามือใหญ่ หรือนายทุน ก็หนีไม่พ้น Eckart (ผู้ซึ่ง ฮิตเล่อร์ระลึกถึงบุญคุณเสมอ)
และตัว Eckart เองก็ได้รับการสนับสนุนมาจากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในมิวนิคที่เกลียดคอมมิวนิสต์
หลายต่อหลายกลุ่มทั้งระดับยักษ์และระดับย่อย
ในช่วงฤดูร้อน..ฮิตเล่อร์เลือกใช้เครื่องหมายสวัดิกะเป็นสัญลักษณ์ของพรรคโดยออกแบบ เครื่องหมายด้วยตัว
เอง..ด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือ ต้องการจะข่มเครื่องหมายฆ้อนของพรรคคอมมิวนิสต์
ขนาดที่เขาทุ่มเทสารพัดให้กับพรรค
แต่ชาวมิวนิคส่วนใหญ่ก็ยังแทบไม่รู้จักเขาเลย
เพราะประชาชนคนฟังมักมองเห็นเขาเป็นไก่รองบ่อนอยู่ร่ำไป เพราะ บุคลิกของเขา
มันช่างไม่ต่างอะไรกับ บริกรคนเสริฟในร้านอาหาร หรือไม่ก็ เสมียนตามห้าง
ในเดือน สิงหาคม เขาและ Drexler ได้เดินทางไปปราศรัยระดับผู้นำที่เมือง Salzburg, Austria
ฮิตเล่อร์ถูกทรีตราวกับเป็นเด็กทดลองงาน ในการถ่ายรูปผู้นำกลุ่มทั้ง 21 คนนั้น
ไม่มีรูปเขาแต่อย่างใด แต่ตัวของ Drexler นั้นนั่งกลางอยู่แถวหน้าเฉยเลย
ระยะทางขากลับในรถไฟ..มิตรภาพระหว่างเขาทั้งสองก็ ค่อยๆจางหายไป..!
กลับ มาถึงมิวนิค ฮิตเล่อร์เริ่มเปิดเผยตัวมากขึ้น..โดยเฉพาะสมาชิกระดับบิ๊กๆ นอกเหนือไปจากที่จะเกาะติดอยู่กับ Eckart เพียงคนเดียวอย่างแต่ก่อน
เพื่อนใหม่ของเขา ก็คือ ชายวัย 26 ปี ชื่อว่า Rudolf Hess ซึ่งเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริง..
Hess เป็นลูกของผู้มีอันจะกิน ทำธุรกิจระดับอินเตอร์ เป็นนักเรียนนอก คือ เรียนมัธยมที่อียิปต์ และสวิส เคยเป็นทหารในสงคราม(โลกครั้งที่ 1) จนได้ยศถึงร้อยโท หากแต่ ได้รับบาดเจ็บจึงรักษาจนสงครามเลิก
แล้วเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมิวนิค ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานเป็นเซลส์แมนขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ไปด้วย
เพราะสมบัติในต่างประเทศถูกยึดหมด ตามสนธิสัญญาแวร์ซายย์
เขามีอุดมการณ์เดียวกันกับฮิตเล่อร์เปี๊ยบ เพราะทันทีที่ได้ฟังปราศรัย เขาเข้าแนะนำตัวเอง
ขอร่วมในพรรคด้วยอย่างเต็มใจ
และเขาทั้งสองได้สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว..ฮิตเล่อร์เรียกเขาด้วยชื่อเล่นว่า Rudi !!
วงจรในของพรรค ข่าวสารทางทหารนั้น จะถูกกรองมาโดย Rohm และ..ฮิตเล่อร์ได้เรียกเพื่อนเก่าๆที่เคยร่วมเป็น
ร่วมตายจากแนวหน้ามาเสริมกำลังด้วย
นั่นก็คือ สิบเอก Max Amann ที่ออกมาจากราชการเพราะเสียแขนไปหนึ่งข้างในการสู้รบ
เขาอ่อนกว่าฮิตเล่อร์สองปี และ เคยมีประสบการณ์ในการทำงานธนาคารมาบ้าง
ฮิตเล่อร์จึงให้เขามาทำในตำแหน่ง การเงินของพรรค และส่วนตัวด้วย
(และ นายแมค คนนี้แหละ ที่ทำให้ฮิตเล่อร์เป็นมหาเศรษฐี จากการพิมพ์หนังสือชีวประวัติตัวเอง Mein Kampf ออกมาขาย)
ในยามนั้น สิ่งรื่นเริงบันเทิงใจของชาวพรรค
นาซี นั่นก็คือการดูหนัง(เงียบ)ดูละคร
ฮิตเล่อร์ชอบหนังอเมริกัน..โดยเฉพาะดาราเด่นในยุคนั้น Charles Chaplin อีกทั้งสัญลักษณ์
หนวดจิ๋ม นั่นก็เหมือนกัน แถมยังเกิดใกล้ๆกันซะอีก ( April 16 1889) แก่กว่าฮิตเล่อร์ 4 วัน
เหล่าบรรดาผู้หวังดีก็แนะนำให้เขาเปลี่ยนทรงการไว้หนวดซะ เพราะ การที่ว่าที่ผู้นำพรรคจะไปเหมือนตัวตลก
อย่างชาลีนั้น..มันจะไม่สมควร
แต่ฮิตเล่อร์กลับเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ...เหลวไหลไม่เข้าเรื่อง
หลังจากการดูหนังดูละคร เขาและพรรคพวกมักพากันไปกินข้าวต้ม..เอ๊ยไม่ใช่ ไปคาเฟ่บ้าง
หรือโรงเบียร์บ้าง เพื่อพบปะผู้คน โดยเฉพาะสาวๆมักชายตาให้
สาวๆโดยเฉพาะสาวระดับลูกผู้ดีทั้งหลาย ที่ถูกสั่งสอนมาให้หาคู่ตามความเหมาะสมกับหน้าตาและฐานะ
และ..ใครเล่าจะเหมาะสมไปกว่านักการเมืองหนุ่มโสด อนาคตใสอย่างฮิตเล่อร์
ซึ่ง..ตัวเขาเอง..มักอ่อนหวานเสมอกับผู้หญิงเหล่านั้น..หากแต่..เขาเคยพูดไว้ว่า
เขาไม่ค่อยนิยมผู้หญิงที่คล่องสังคม รู้มาก ถ้าเขาจะเลือกคู่ควงออกไปดินเนอร์สักคน
เขาจะเลือก ผู้หญิงเสมียนธรรมดาๆ หรือไม่ก็ สาวขายของตามห้าง..
(อย่างเอวา บราวน์ที่เป็นแฟนลับๆของเขาตั้งแต่ ปี 1931 จนมาเป็นที่รู้จักก็จนปี 1937 นี่แหละ)
คำจำกัดความของผู้หญิงของเขา นั่นก็คือ “ Weich,Suss und Dumm” หมายถึง
อ่อนโยน, อ่อนหวาน แล้ว ต้องไม่ฉลาด...!!
เขาเองก็รู้ดีว่าจะไปหาสาวๆเหล่านี้ที่ไหน เพราะ เขาชอบคบเพื่อนระดับล่างอย่าง
Ulrich Graf เสมียนเทศบาล
Christian Weber ที่มีอาชีพเป็นคนเฝ้าหน้าบาร์ หรือ
Emil Maurice อดีตทหารใน
กลุ่ม Free Corps ทำงานเป็นช่างซ่อมนาฬิกา
โดยเฉพาะ Emil นั้น..เขาและฮิตเล่อร์มักพากันท่องราตรี เจ๊าะแจ๊ะกับสาวๆเสมอๆ
(Emil เล่าว่า) ยามที่ฮิตเล่อร์ชอบใจใครนั้น..เขามักส่ง การ์ดหวานๆ ขนม หรือดอกไม้ ไปกำนัลเสมอๆ แต่ไม่ยอม
จริงจังกับใครทั้งสิ้น เขาว่า..
ส่วนเสียของการแต่งงานนั้น คือการถือสิทธิ...ฉะนั้น มีอีหนูจะดีกว่า ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ"ค่าของของกำนัล" เท่านั้น
และเขามักต่อด้วยประโยคว่า
"ความรักอันยิ่งใหญ่นั้นคือการรักชาติ" (ซึ่งมันคือ ประโยคหนึ่งในเนื้อเพลง Rienzi ของ
วาคเน่อร์)
ฮิตเล่อร์เริ่มออกไปฟังการปราศรัยของพรรคอื่นๆในบางโอกาสโดยการปลอมตัว ติดหนวดแพะบ้าง แว่นตาบ้าง..
และเขาเริ่มเห็นความสำคัญในการพูดแบบมีอารมณ์ร่วม จากการไปฟังการอภิปรายของ
พรรค Nationalist พรรคหนึ่ง ที่จัดในหอประชุมโอ่โถง ที่มีศาสตราจารย์นั่งบนแท่นอภิปรายเรียงกันอยู่สามคน
คนหนึ่งใส่แว่นข้างซ้าย คนหนึ่งใส่ข้างขวา อีกคนหนึ่งไม่ใส่
ทั้งสามแต่งตัวเหมือนๆกัน..
ตัวเขาเอง..รู้สึกอึดอัดในการที่จะต้องมานั่งฟัง เพราะมันช่างเหมือนกับการไปนั่งรอคำพิพากษาจากศาลสถิตยุติธรรม
และศาสตราจารย์สามคนนั่นก็ผลัดกันอ่าน และอ่าน และอ่าน..กระดาษที่อยู่ตรงหน้า
ทันทีที่จบ ก็มีการบรรเลงเพลงชาติที่ผู้คนแทบจะรอวิ่งออกมาแทบไม่ไหว..
มันช่างน่าเบื่ออะไรเช่นนั้น..
มาถึงตอนนี้เขาเริ่มดีใจที่เขาไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายพอที่จะสร้างสรรคำพูดจน
คนธรรมดาสามัญฟังยาก เข้าใจในเนื้อหาลำบาก และบัดนี้เขาได้ถ่องแท้ว่า
ผู้คนไม่ต้องการฟัง "เหตุผล" มากไปกว่า "ความจริง"
เขาเคยถามแม่บ้านคนหนึ่งว่า..
"คุณใช้ยาสีฟันยี่ห้อนั้นเพราะอะไร?"
"เพราะ ชั้นชอบ" นี่คือคำตอบ..แต่เขาแย้งว่า
ไม่ใช่หรอก คุณใช้มัน เพราะว่าคุณเห็นชื่อของมันตามหนังสือพิมพ์ ตามโรงหนัง
ตามนิตยสาร จนชินตาชินใจยังไงล่ะ
และ..ในการเมืองก็เช่นกัน ที่ต้องตอกย้ำกันอยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด มันก็จะกลายมาเป็นความเชื่อถือ
และนี่คือที่มาของ คำว่า Propaganda !!!
แล้วโอกาสที่(เกือบ)จะเป็นใหญ่เป็นโตของฮิตเล่อร์ก็มาถึง..ขณะที่เขากับ Eckart กำลังนั่งคุยกันในร้านกาแฟอยู่นั้น
ผู้ กอง Rohm ก็ได้ส่งข่าวมาว่า..ให้ทั้งคู่เตรียมตัวไปเบอร์ลินด่วน..เนื่องจาก นายพล Walter von Luttwitz แห่งกองทัพปลดแอกเสรี Free Corps เกิดโมโหโกรธาที่รัฐบาล ไวมาร์ ของ Ebert ได้บังอาจสั่งปลดพวกกู้ชาติพวกนี้
ออกจากการประจำการ... เข้าข่ายใช้เสร็จก็ถีบหัวส่งเชียว..
ฉะนั้น อย่าเป็นมันเลยรัฐบง รัฐบาล..ว่าแล้วก็ยกทัพเข้าลุยเบอร์ลินซะให้ราบ..
Rohm จึงรับจัดการส่งเครื่องบินเล็กไปรับ
ฮิตเล่อร์และเอคการ์ท ให้มาโดยด่วน มาเตรียมรอได้เลย..เพราะ
อาจมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ฮิตเล่อร์ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อน ครั้งนี้คือครั้งแรก..แถมนักบินก็คือเรืออากาศโทหนุ่มน้อย ฝีมือดีพอใช้ หากแต่อากาศไม่เป็นใจ
เลยโคลงเคลงมาตลอดทาง..
ผลคือ ฮิตเล่อร์อ้วกแตกอ้วกแตน..
เขาสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ขึ้นเครื่องบินอีก... ถ้าไม่จำเป็น
พอมาถึงสนามบินได้..ปรากฏว่าเกิดการสไตร์คไปทั่ว
เขาและเอคการ์ทต้องรีบปลอมตัวเป็นนักธุรกิจเพื่อหลบสายตาหมู่คอมมิวนิสต์ที่มาผสมโรงตามดูแห่
ผล การปฏิวัติครั้งนั้น..ไม่ได้มีการยิงกันสักปุ..ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น นายพล Walter von Luttwitz แต่งตั้ง นาย Kapp เป็นรัฐมนตรี
เตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่
แต่..รัฐบาลของ Ebert ใช้วิธีการปลุกระดมคนงานให้ก่อการสไตร์คทั่วเมืองเพื่อเป็นการ
ประท้วงรัฐบาลใหม่
ประชาชนแสนที่จะเอือมระอากับการปฏิวัติซ้ำๆซากๆที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาเลยแม้แต่นิด ต่างสนับสนุนการสไตร์คไปทั่วเมือง
น้ำไม่ไหล..ไฟก็ดับ..รถรางไม่วิ่ง.. ขยะไม่เก็บ..
แล้วรัฐบาลใหม่จะอยู่ได้อย่างไร..ในเมื่อประชาชนไม่ยอมรับออกขนาดนี้ จึงต้องสลายตัวไปโดยปริยาย
พอทันเวลากับที่ ฮิตเล่อร์มาถึงและพร้อมที่จะไปร่วมกับรัฐบาลใหม่.. ก็พบว่า..นาย Wolfgang Kapp ได้หลบลี้
หนีหน้าล่องหนหายตัวออกไปเสียแล้ว
ทั้งสองคน
เขาและ Eckart ไม่มีทางเลือกใดๆ นอกจากต้องรีบพาตัวกันกลับมิวนิคพร้อมกับ"แห้ว"ชะลอมใหญ่ๆ
{แต่ มันก็ไม่ได้ไร้ผลเลยซะทีเดียว อย่างน้อยในทริปนี้ ฮิตเล่อร์ได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับนายพลคนดัง วีรบุรุษ Ludendorff อันนับว่าเป็นยิ่งกว่าเส้นก๋วยจั๊บ}
เผอิญว่าไหนๆกองทัพ Free Corps ก็มาถึงที่นี่แล้ว ตอนนี้เหตุการณ์ที่เมือง Ruhr(ถิ่นที่มีแร่อุดมสมบูรณ์) กำลังยุ่งเหยิง
สถานะการณ์เลวร้ายถึงขนาด กลุ่มกรรมกรคอมมิวนิสต์ก่อการจราจลเข้ายึดครองเมืองอย่างหน้าตาเฉย
แถมประกาศว่าเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของโซเวียตเข้าไปซะอีก..
ประธานาธิบดี Ebert ก็เลยบอกว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว..ยกทัพต่อไปปราบว้าแดง เอ๊ย..ไม่ใช่ คอมมิวนิสต์ที่เมืองรัวร์ ให้หน่อย
รางวี่รางวัลอะไรที่นายพล Luttwitz เค้าสัญญาว่าจะให้ละก้อ มาเบิกเอาที่นี่ได้เลย รับรองว่าไม่ให้กลับบ้านมือเปล่าแน่นอน
ว่าแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กองทัพเสรีเยอรมันก็พากันยกทัพไปปราบซะเหี้ยน และยึดเมืองกลับมาได้สำเร็จ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment